• Welcome to ลงประกาศฟรี โพสฟรี โปรโมทเว็บ.
 

poker online

ปูนปั้น

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Joe524

#5762


"พัชรินทร์" ร่วมคิกออฟ เปิด "โครงการ Smart Safety Zone 4.0" มั่นใจใช้งบในการป้องกันเหตุร้าย ดีกว่าตามแก้ไขปัญหาอาชญากรรมภายหลัง แนะทำแอพพลิเคชั่นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุ-จุดเสี่ยง

วานนี้ (21 ก.ย. 2564) ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต2 ปทุมวัน บางรัก สาทร และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้ร่วมงานในพิธีเปิด "โครงการ Smart Safety Zone 4.0" โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ โดยมี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน โดยนำร่องในพื้นที่แลนด์มาร์ค 15 สถานีตำรวจ



ทั้งนี้ ดร.พัชรินทร์ ยังได้ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาในหัวข้อ "เปลี่ยนที่เปลี่ยว ให้เป็นที่ปลอด (อาชญากรรม) ตามแนวทาง Smart City" โดยระบุว่า ในฐานะสุภาพสตรี แม้ปัจจุบันจะมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่ในเรื่องสรีระก็ยังถือว่าเป็นข้อจำกัด จึงมักตกเป็นเป้าหมายของการก่ออาชญากรรม ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ทั้งนี้จึงอยากขอบคุณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นเจ้าภาพในการดำเนินโครงการดังกล่าว



ในวงเสวนา ดร.พัชรินทร์ ได้เสนอแนะ ถึงการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มีจุดศูนย์กลางให้ประชาชนสามารถแจ้งจุดเสี่ยงอันตรายได้ โดยเฉพาะระบบรับแจ้งเหตุที่ควรเป็นระบบเดียว จัดทำเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ประชาชนนึกถึง เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อพบเห็นจุดเสี่ยง จุดอันตราย ก็สามารถแจ้งเข้ามาทางแอพพลิเคชั่นนี้ได้ ซึ่งจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ดร.พัชรินทร์ ระบุ พร้อมสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ได้เริ่มนำร่องโครงการดังกล่าว เพราะหากไม่เริ่มวันนี้ ความปลอดภัยก็คงจะยังไม่เกิดขึ้น วันนี้มีพื้นที่นำร่อง 15 แห่ง จุดไหนมีข้อบกพร่องก็ปรับปรุงให้เข้ากับพื้นที่นั้นๆ และขยายโมเดลต่อไปเพื่อใช้กับทั่วประเทศ ตนเชื่อมั่นว่า การใช้งบประมาณเพื่อป้องกันเหตุร้ายนั้น ดีกว่ามาแก้ไขปัญหาอาชญากรรมภายหลัง
#5763


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ประเมินว่า ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หลังคลายล็อกดาวน์โควิด-19 โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งออกโต กระแสนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ เป็นปัจจัยหนุนธุรกิจค้าปลีกฟื้น โดยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกเดือนเมษายน 2564 ที่มีความรุนแรงมากกว่าระลอกแรกในปี 2563 ได้ส่งผลกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกด้านให้สะดุดลงอีกครั้ง และส่งผลกระทบไปยังหลายภาคธุรกิจที่เพิ่งฟื้นตัว ซึ่งรวมถึงธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อปีกว่า 5 ล้านล้านบาท สะท้อนจากดัชนีการเคลื่อนที่ Google Mobility และดัชนีค้าปลีกในภาพรวมได้ชะลอลงและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2564 ซึ่งเป็นผลของสถานการณ์การระบาดยังมีความน่ากังวล นำไปสู่การใช้มาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ดี จากที่การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ นำไปสู่การเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ใน 29 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะลดแรงกดดันต่อธุรกิจค้าปลีก และเริ่มทยอยฟื้นตัวได้
#5764



สครับหน้ารูปแบบใหม่ที่ช่วยในการผลิตเซลล์ผิวเก่าได้อย่างอ่อนโยน ช่วยให้ผิวหน้าสะอาดขึ้นได้ลึกถึงรูขุมขนช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ที่ใต้ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเราเชื่อว่าตอนนี้ปัญหาที่ผู้หญิงอย่างเราต้องเผชิญร่วมกันคือปัญหาผิวอุดตัน รวมถึงเซลล์ผิวที่ตายแล้วยังคงสะสมอยู่ที่ผิวหนัง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเราต้องซ่อนผิวหน้าภายใต้หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ซึ่งเชื่อมั้ยคะว่า การใส่หน้ากากทำร้ายผิวหน้าที่มากกว่าที่ทุกคนคิด 


โดยผิวหน้าที่ต้องอยู่ในหน้ากากตลอดเวลาอาจทำให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรก แบคทีเรียต่าง ๆ รวมถึงอาจทำให้เกิดการอุดตันผิว จนอาจทำให้เป็นสิวอักเสบก็ได้ เพราะฉะนั้นช่วงนี้เรายิ่งต้องดูแลผิวของตนเองอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ผิวของเราสะอาด ไร้สิ่งตกค้าง เพื่อความมั่นใจว่าผิวหน้าปลอดภัยไกลสิวอย่างแน่นอน 


ชวนทุกคนมาสครับหน้าอย่างอ่อนโยนด้วยสครับหน้า Biotherm Life Plankton™ Mild Creamy Peel ซึ่งเป็นการสครับผิวรูปแบบใหม่ที่พร้อมผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ปราศจากเม็ดบีดส์หรือส่วนประกอบใด ๆ ก็ตามที่ทำให้เกิดการเสียดสีของผิวจนทำให้เกิดการระคายเคืองได้ พร้อมให้ทุกคนสามารถเผยผิวที่แลดูกระจ่างใส แลดูเรียบเนียนขึ้น และสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่บริเวณรูขุมขนก็แลดูลดลงไปจนรู้สึกได้ถึงความเนียนละเอียดของผิวหน้าเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่นั้นยังสามารถทำหน้าที่ขจัดสิ่งสกปรกอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ จึงทำหน้าผิวหน้าของเราสะอาดขึ้น โดยไร้สิ่งสกปรกกวนใจที่มักตกค้างบนผิว 


ผสานส่วนผสมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและเทคโนโลยีทันสมัยได้อัดแน่นอยู่ใน Peeling Cream ขวดนี้เรียบร้อยแล้ว โดยส่วนผสมสำคัญคือ Life Plankton™ Probiotic Fraction ซึ่งเป็นไลฟ์แพลงตอนเข้มข้น เอกสิทธิ์เฉพาะของไบโอเธิร์มเท่านั้น จึงทำหน้าที่ฟื้นบำรุง และกระตุ้นเมตา.ิซึมผิวจึงทำให้ผิวของเราแลดูแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมี Squalane ซึ่งในคุณสมบัติในการรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งส่วนผสมนี้สามารถใช้ได้กับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย เพราะไม่มีแอลกอฮอล์ ปราศจากการใช้กรดที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก รวมถึงถึงกรดที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและเซลลูโลสด้วย  นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดของไบโอเธิร์มนั่นก็คือ Gum Peel Technology เทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกให้ออกไปจากรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอ่อนโยนต่อผิวเป็นอย่างมาก จึงปกป้องผิวจากมลภาวะต่าง ๆ ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องเผชิญกับฝุ่นควัน ที่สามารถทำร้ายผิวหน้าของเราได้แบบที่เราไม่รู้ตัว 


ขั้นตอนการสครับหน้าด้วย  Peeling Cream ตัวนี้ เริ่มต้นล้างหน้าให้สะอาด ต่อด้วยใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับน้ำออกจากผิวหน้าอย่างอ่อนโยน จนผิวหน้าของเรานั้นแห้งสนิท  จากนั้นจึงให้ สครับหน้า Life Plankton™ Mild Creamy Peel ค่อยทาลงบนผิวเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า ลูบเนื้อสัมผัสอย่างอ่อนโยนบนผิวหน้าวนเป็นวงกลมให้ทั่วใบหน้า จนเนื้อสัมผัสกลายเป็นขุย แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยพิสูจน์มาแล้วว่าการสครับหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ของเราสามารถขจัดสิ่งต่าง ๆ ออกไปจากผิวได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้ได้เป็นประจำทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทุกคนก็จะสามารถสังเกตถึงเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผิวได้อย่างชัดเจน

โดยท่านที่ต้องผลัดเซลล์ผิวเก่า พร้อมเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสขึ้นสามารถหยิบ Life Plankton™ Mild Creamy Peel มาเป็นเจ้าของในราคา 1,200 บาทเท่านั้น ซึ่งมีปริมาณ 150 ml ได้เยอะและใช้ได้นานมาก ๆ อีกด้วย ลองมาพิสูจน์ประสิทธิภาพของสครับหน้าตัวนี้ดูแล้วสาว ๆ จะไม่เปลี่ยนไปใช้สครับผิวยี่ห้ออื่นอีกเลยค่ะ โดยทุกคนสามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ในไลน์ LIFE PLANKTON™ อื่น ๆ ได้ อย่างมาส์กบำรุงผิวหน้า LIFE PLANKTON™ MASK, ครีมบำรุงหน้า LIFE PLANKTON™ SENSITIVE BALM และ อิมัลชั่นบำรุงผิวหน้า LIFE PLANKTON™ EMULSION เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของผิวหน้า


หากต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปยัง Official Website ของ Biotherm >> https://www.biotherm.co.th/  โดย Life Plankton™ Mild Creamy Peel รอให้คุณเป็นเจ้าของอยู่ รีบเข้ามาสั่งซื้อ หรือสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ของ Biotherm ได้เลย แล้วมามีผิวที่สะอาด ไร้สิ่งตกค้างไปด้วยกัน
 
#5765
อย่าเพิ่งยิงแอด ถ้ายังไม่เรียน คอร์สออนไลน์ 98 บาท
#5767
www รถบ้านมือสองเจ้าของขายเอง com เว็บซื้อขายรถมือสอง

http://xn--22canbbc0hzdoc3f9abdd8ee3f5ii5p.com/
#5769
กลายเป็นประเด็นร้อนและบานปลายไปเรียบร้อย กรณีที่ "แม็ก เดอะสตาร์" หรือ "จิรายุทธ คันธยศ" ออกมาฉะ "เต๋า ทีวีพูล" พิธีกรจอมแฉคนหนึ่งของวงการ โดยโพสต์คลิประบายความในใจผ่านติ๊กต๊อก ระบุว่าอีกฝ่ายปล่อยอักษรย่อ ที่อ่านก็รู้ว่าหมายถึงตน ไม่ได้ร้อนตัว แต่มันกระทบกับสภาพจิตใจของตนเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าทุกคนไปเสิร์จในกูเกิ้ล พระเอกซีรีส์วายสารภาพรักกับคู่จิ้นแต่โดนตอกหน้าว่าชอบผู้หญิง (ตอนนี้เต๋าปิดคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ไปแล้ว) เป็นข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นเดือนที่คู่จิ้นถูกจับในคดีร้ายแรงคดีหนึ่ง โดยในยูทิวบ์ เต๋า ทีวีพูลได้พูดออกมา และหลุดบอกว่าผู้จัดส่งให้เขาดู

ซึ่งทำให้เสียความรู้สึกมากๆ รู้สึกแย่ จะเหยียบไปถึงไหน ทำไมต้องเอาเรื่องส่วนตัว การกิน การนอน การคบใคร มาพูด ซึ่งบางอย่างไม่น่าให้อภัย พ่อแม่ที่เขาฟังอยู่ทางบ้านเขาก็เจ็บ มันเป็นตราบาปติดตัวไปจนวันตาย อะไรที่มันลงไปในโซเชียลแล้วมันไม่มีทางลืมได้ และมันก็จะวนอยู่อย่างนี้

ภายหลังคลิปดังกล่าว ทำให้ชาวเน็ตติดแฮชแท็ก #แบนเต๋าทีวีพูล จนทะยานขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ รวมทั้งวิจารณ์การทำหน้าที่ของเต๋าทีวีพูล ซัดมีประโยชน์อะไรกับวงการบันเทิง รับไม่ได้เหยียด LGBT ด้วยกันเอง รวมทั้งมีการเปรียบเทียบว่าระหว่าง ม้า อรนภา กฤษฎี , มดดำ คชาภา ตันเจริญ เต๋าถือว่าหนักที่สุด จนมีการล่ารายชื่อเสนอแคมเปญผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อหนุนแฮชแท็ก #แบนเต๋าทีวีพูล

ขณะที่เพจ "มธุสอน" ก็ได้เผยว่า "คลับเฮ้าส์คืนนี้ 23:00 นักแสดงหนุ่มท่านนั้นจะมาเปิดปากเล่าความจริงทั้งหมดที่นี่ที่แรกค้าาาา และขอบอกเลยว่าวันนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด!!! จะแซ่บ จะเผ็ด จะมันส์แค่ไหนเจอกันค่ะ #แบนเต๋าทีวีพูล #พิธีกรชั้นต่ำ #มธุสอน"
#5770
อย่าเพิ่งยิงแอด ถ้ายังไม่เรียน คอร์สออนไลน์ 98 บาท
#5771
ขายที่ดินริมหาดส่วนตัว ติดทะเลหาดสะพลี [ปะทิว] ชุมพร แบ่งขาย 6ลบ.โทร 083-7124115
#5772


ตลาดหุ้นไทย ถูกหางเลขจากวิกฤต บริษัท ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป จำกัด จนได้ โดยดัชนีหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาดิ่งลง 22.59 จุด ปิดที่ระดับ 1,603.06 จุด และมีโอกาสที่จะหลุด 1,600 จุด

ก่อนหน้านี้กูรูหุ้นโบรกเกอร์ทุกสำนักประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทย จะไม่หลุดจากแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,600 จุด แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังน่ากังวลก็ตาม

แต่วิกฤตเอเวอร์แกรนด์ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ทุกสำนัก จะต้องประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นใหม่

สถานการณ์โควิด ตลาดหุ้นได้ซึมซับไปแล้ว แต่วิกฤตเอเวอร์แกรนด์ ผลกระทบเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น และไม่ได้จำกัดวงเฉพาะเอเชียเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงสหรัฐและยุโรป

ไม่อาจคาดการณ์ว่า วิกฤตเอเวอร์แกรนด์จะขยายวงไปขนาดไหน เศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดหุ้นทั่วโลกจะทรุดลงเพียงใด และดัชนีหุ้นไทยจะปรับฐานลงลึกเท่าไหร่ เพราะจะต้องติดตามสถานการณ์กันวันต่อวัน

ปัจจัยภายในประเทศเริ่มดีขึ้น โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ เริ่มทรงตัวในระดับที่ต่ำลง เช่นเดียวกับตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่ปัจจัยภายนอกปะทุขึ้นมาอีก ทั้งความกังวลธนาคารกลางลดขนาด QE และขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าปกติ ซ้ำเติมด้วยวิกฤตเอเวอร์แกรนด์

ตลาดหุ้นไทยกำลังตกอยู่ในกระแสธารเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนีหุ้นที่ดิ่งลง เพราะผลกระทบจากตลาดหุ้นฮ่องกงที่ถล่มกว่า 800 จุด ขณะที่ฟิวเจอร์ดาวโจนส์รูดลงอีกกว่า 500 จุด และตลาดหุ้นยุโรปดิ่งลงระดับ 2% ช่วงระหว่างที่ตลาดหุ้นไทยยังเคาะซื้อขายกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การถล่มทลายของตลาดหุ้นทั่วโลก จุดชนวนให้กองทุนในประเทศ พอร์ตโบรกเกอร์ พากันเทขายหุ้นในลักษณะตื่นไฟ ส่วนต่างชาติขายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยนักลงทุนรายย่อยเป็นกลุ่มเดียวที่เข้าไปแบกรับหุ้น

แนวโน้มตลาดหุ้นระยะสั้นเปลี่ยนไปแล้ว จากการเคลื่อนไหวขึ้นลงในกรอบแคบ ๆ ลักษณะประคับประคองตัว และพร้อมจะดีดกลับขึ้น หากมีปัจจัยข่าวดีกระตุ้น กลายเป็นภาวะความผันผวน โดยแนวโน้มอาจปักหัวลงต่อ

อย่างไรก็ตามหากวิกฤตเอเวอร์แกรนด์ไม่เลวร้ายเกินไป ผลกระทบไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤตโลก และตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ถล่มทลายต่อเนื่อง ดัชนีหุ้นที่ไหลลงต่ำกว่า 1,600 จุด จะเริ่มมีความน่าสนใจ

เพียงแต่นักลงทุนส่วนหนึ่ง รีบร้อนตัดสินใจไปหน่อย ผลีผลามเข้าไปช้อนหุ้นในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน และอาจต้องแบกหุ้นต้นทุนสูงติดมือ

ถ้าไม่มีวิกฤตเอเวอร์แกรนด์ซ้ำเติม นักลงทุนอาจไม่มีโอกาสได้เห็น ดัชนีหุ้นถอยลงมาแตะระดับ 1,600 จุด หรือหลุดลงไปต่ำกว่า

วิกฤตเอเวอร์แกรนด์ จึงอาจเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน เพราะสามารถซื้อหุ้นในราคาต้นทุนต่ำ เพียงแต่ต้องรอจังหวะที่เหมาะเท่านั้น

นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่คงไม่ยอมตัดขายขาดทุนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อดัชนีหุ้นถอยลงมาแถว 1,600 จุด ยิ่งหลุดจาก 1,600 จุด ทุกคนพร้อมจะสู้ตาย และใครที่พอร์ตว่างหรือเหลือเงินสด คงเตรียมซื้อหุ้นเพิ่ม

ถ้าดัชนีหุ้นหลุด 1,600 จุด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทยอย "เก็บของ" ภายใต้เงื่อนไขว่า วิกฤตเอเวอร์แกรนด์จะไม่ลุกลามบานปลาย
#5773


ดีเฮ้าส์พัฒนา เผยทิศทางธุรกิจโค้งสุดท้าย เร่งดำเนินการ UPark Market โครงการมิกซ์ยูส แหล่งศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมแผนการเปิดโครงการ River Condo คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น ชูกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุน รักษาความสามารถการทำกำไร

นายพงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSE ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดมหาสารคาม ประเภทที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์เพื่อขายหลากหลายรูปแบบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 2564 บริษัทเร่งดำเนินงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารที่มีการใช้งานแบบผสมผสาน (Mixed-Use) ตั้งอยู่บนถนนสายบ้านท่าขอนยาง-บ้านขี ใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โครงการดังกล่าวถือเป็นแหล่งศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งร้านค้าปลีก ปั๊มน้ำมัน และร้านอาหาร บนเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 52 ตร.ว. ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.สถานีบริการน้ำมัน และร้านค้าปลีก ภายใต้แบรนด์ ปตท. ขนาด 4 เครื่อง 16 หัวจ่าย และร้านค้าเสริม 2 อาคาร 2.UPark Street อาคาร Street Food ขนาด 1,990 ตร.ม. ประกอบด้วย ร้านขายอาหาร 86 ร้าน และลานโล่งสำหรับวางเต็นท์ขายสินค้า ขนาด 7,010 ตร.ม. ประกอบด้วย ร้านอาหาร 26 ร้าน และร้านค้า 132 ร้าน ขณะนี้ได้รับการอนุญาตก่อสร้างแล้ว และคาดว่าพร้อมทยอยให้บริการในช่วงไตรมาส 1/65

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการ River Condo คอนโดมีเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 336 ยูนิต ริมคลองสมถวิล จ.มหาสารคาม พื้นที่โครงการ 3 ไร่ ภายใต้แนวคิดสุนทรียภาพของการใช้ชีวิตที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เติมเต็มความสุขด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ คลับเฮาส์ และฟิตเนส คาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในไตรมาส 2/65

ทั้งนี้ บริษัทมีการทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ โดยมีโครงการในอนาคตตามแผนการพัฒนาที่ดินทุกแปลงของบริษัทหลากหลายรูปแบบ ทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย หรือทำการค้าในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งบริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถการทำกำไร ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงการสร้าง Landmark แห่งใหม่ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามในรูปแบบมิกซ์ยูส ในนาม UPark Market รวมถึงการขยายไปสู่คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ซึ่งการออกแบบโครงการที่หลากหลายมาจากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านความเหมาะสมของพื้นที่ กฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยทำเลที่ตั้งของโครงการ รวมถึงรูปแบบลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ

ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่เปิดขาย 3 โครงการ มูลค่ารวม 803.63 ล้านบาท ได้แก่ โครงการเดอะแกรนด์ คาแนล โครงการแกรนด์ บิซ และโครงการพฤกภิรมย์ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จะมียอดจองและยอดโอนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2564 บริษัทมีรายได้รวม 37.54 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 47.07 ล้านบาท จำนวน 9.53 ล้านบาท หรือลดลง 20.24% และมีขาดทุนสุทธิ 2.39 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาระบาดหนักและทวีความรุนแรงในช่วงไตรมาส 2/64 ส่งผลให้การดำเนินงานบางส่วนของบริษัทเกิดความล่าช้า กระทบถึงแผนการโอนกรรมสิทธิ์บ้านไม่เป็นไปตามคาด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้บริษัทสามารถทำงานตามปกติ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
#5774


นักลงทุนทั่วโลกต่างกำลังเฝ้ามองด้วยความกระสับกระส่าย ขณะที่ เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป (Evergrande Group) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของจีนพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหลีกหนีไม่ต้องตกอยู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้สินจำนวนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยที่สถานการณ์เช่นนี้ยังกำลังสร้างความหวาดกลัวด้วยว่า มันอาจจะก่อให้เกิดคลื่นช็อกตื่นตระหนกในระบบการเงินลุกลามอย่างกว้างขวางต่อไปอีกด้วย

พวกหน่วยงานกำกับตรวจสอบของจีนยังไม่ได้พูดออกมาว่า พวกเขาจะทำอะไรเกี่ยวกับ เอเวอร์แกรนด์ นักเศรษฐศาสตร์คาดหมายกันว่าปักกิ่งจะเข้าแทรกแซง ถ้าหากยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์รายนี้และพวกเจ้าหนี้ไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับวิธีในการจัดการกับหนี้สินของบริษัท แต่การเข้ามาแก้ไขปัญหาใดๆ ของทางการ คาดหมายกันว่าน่าจะมีการใช้มาตรการซึ่งสร้างความขาดทุนสูญเสียให้แก่พวกเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือผู้ถือหุ้นกู้

รัฐบาลจีน "ไม่ต้องการถูกมองว่ากำลังวางแผนเพื่อช่วยเหลือเอเวอรแกรนด์ให้พ้นจากภาวะล้มละลาย" แต่น่าที่จะหาทางทำให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อ "ลดความเสี่ยงเชิงระบบและควบคุมผลกระทบที่จะทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน" ทอมมี อู่ แห่ง ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ กล่าวคาดการณ์เอาไว้ในรายงานฉบับหนึ่ง

เอเวอร์แกรนด์ถือเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บรายใหญ่ที่สุดเท่าที่ปรากฏให้เห็นกันในเวลานี้ จากความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการเข้าชะลอระดับการก่อหนี้สินที่กำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปักกิ่งมองว่าสามารถที่จะเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโดยรวม

เฉพาะหน้านี้ พวกนักลงทุนกำลังจับตามองว่า ยักษ์ใหญ่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเซินเจิ้น ติดๆ กับฮ่องกง รายนี้ จะจัดการอย่างไรกับการชำระดอกเบี้ยให้แก่หุ้นกู้ของบริษัทรายการหนึ่ง ซึ่งครบกำหนดชำระในวันพฤหัสบดี (23) นี้

ทำไม เอเวอร์แกรนด์ จึงทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับภาระหนี้สินของบริษัทได้มากมายขนาดนี้?

เอเวอร์แกรนด์คือใคร

เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 และเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดของจีนที่สร้างอพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้ามากมาย อีกทั้งยังเป็นกลุ่มกิจการเอกชนใหญ่ที่สุดของประเทศนี้
เอเวอร์แกรนด์มีพนักงานกว่า 200,000 คน และสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกประมาณ 3.8 ล้านตำแหน่ง บริษัทยังเผยว่า มีโครงการต่างๆ ราวม 1,300 โครงการอยู่ใน 280 เมือง และมีสินทรัพย์มูลค่า 2.3 ล้านล้านหยวน (350,000 ล้านดอลลาร์)
สีว์ เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์ ติดอันดับผู้ประกอบการที่รวยที่สุดในจีนเมื่อปี 2017 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 43,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ จากข้อมูลของหูรุ่น รีพอร์ต และแม้ถูกมหาเศรษฐีจากวงการอินเทอร์เน็ตแย่งตำแหน่งดังกล่าวไป แต่ปีที่ผ่านมาเขายังครองแชมป์นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รวยที่สุดในจีน และครองอันดับ 1 ในรายชื่อเศรษฐีใจบุญประจำปี 2020 จากการจัดอันดับของหูรุ่น โดยบริจาคเงินเข้าการกุศลราว 2,800 ล้านหยวน (420 ล้านดอลลาร์)
เอเวอร์แกรนด์ยังขยับขยายเข้าสู่ธุรกิจรถไฟฟ้า การพัฒนาสวนสนุก คลินิกสุขภาพ น้ำแร่ และอีกมากมาย

ผลกระทบจากการซวนเซของเอเวอรแกรนด์จนถึงขณะนี้มีอะไรบ้าง

ราคาหุ้นเอเวอร์แกรนด์ที่เทรดในตลาดฮ่องกงดิ่งลง 85% นับจากต้นปีนี้ ส่วนหุ้นกู้ของบริษัทก็ซื้อขายในราคาส่วนลดซึ่งร่วงหนักพอกัน
สีว์ก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์โดยใช้เงินที่กู้ยืมมา ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจมากกว่าเงินที่คู่แข่งอื่นๆ ในอุตสาหกรรมกู้มา ข้อมูลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน เอเวอร์แกรนด์รายงานหนี้ค้างชำระที่มีกับผู้ถือหุ้นกู้ แบงก์ ผู้รับเหมาสัญญาก่อสร้าง และเจ้าหนี้อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 2 ล้านล้านหยวน (310,000 ล้านดอลลาร์)
ในบรรดาหนี้เหล่านั้นมีถึง 240,000 ล้านหยวน (37,300 ล้านดอลลาร์) ที่ครบกำหนดชำระภายในปีนี้ ซึ่งแม้ลดลงจากปลายปีที่แล้ว 28.5% แต่สูงกว่าเงินสดที่บริษัทถือครองมูลค่า 86,800 ล้านหยวน (13,500 ล้านดอลลาร์) เกือบ 3 เท่าตัว ทั้งนี้ จากรายงานการเงินของบริษัท
ต้นปี 2021 เอเวอร์แกรนด์คาดว่า มูลค่าธุรกรรมประจำปีทั้งหมดจะสูงกว่า 2 ล้านล้านหยวน (310,000 ล้านดอลลาร์) โดยบริษัทรายงานกำไรในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่ 1,400 ล้านดอลลาร์ แต่ยอดขายกำลังดิ่งลงเนื่องจากข่าวปัญหาเงินสดตึงตัว ทำให้บรรดาว่าที่ผู้ซื้อเกิดความกังวล

ทำไมปัญหาต้องปะทุขึ้นในตอนนี้

เอเวอร์แกรนด์นั้น เผชิญกับข้อจำกัดใหม่ๆ ที่พวกหน่วยงานกำกับตรวจสอบประกาศออกมาบังคับใช้กับการกู้ยืมซึ่งเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญระยะยาวมากของพรรคคอมมิวนิสต์ ในการทำให้ธุรกิจต่างๆ ลดการพึ่งพิงหนี้สิน

พวกนักเศรษฐศาสตร์เตือนมากว่าทศวรรษแล้วว่า หนี้ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ของจีนอาจกลายเป็นภัยคุกคามที่มีอันตราย และพรรคคอมมิวนิสต์กำหนดให้การลดความเสี่ยงทางการเงินเช่นนี้เป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ นับจากปี 2018 ทว่า ยอดรวมการกู้ยืมของเอกชน ภาครัฐ และครัวเรือนยังคงพุ่งขึ้นจนอยู่ในระดับเกือบๆ 300% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว จาก 270% ในปี 2018 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติสำหรับประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างจีน

รายงานข่าวบ่งบอกให้เห็นว่า เอเวอร์แกรนด์เที่ยวกู้จากทุกแหล่งที่กู้ได้ ซึ่งรวมถึงกำหนดให้พนักงานของผู้รับเหมาสัญญาก่อสร้างของบริษัทต้องซื้อหุ้นกู้เอเวอร์แกรนด์

นิตยสารธุรกิจ ไฉซิน รายงานว่า ปี 2017 ไชน่า ซิติก แบงก์ของทางการจีน ซึ่งตั้งอยู่ในเซินเจิ้น ยอมตกลงปล่อยกู้ให้เป็นจำนวน 40,000 ล้านหยวน (6,200 ล้านดอลลาร์) สำหรับโครงการหนึ่งของเอเวอร์แกรนด์ หลังจากผู้บริหารบริษัทตกลงที่จะลงทุนในโครงการดังกล่าวคนละอย่างน้อย 3 ล้านหยวน (465,000 ดอลลาร์)

สถานการณ์เช่นนี้เข้าทางแผนการปรับโฉมเศรษฐกิจเสียใหม่ของทางการจีนอย่างไร

พรรคคอมมิวนิสต์เดินหน้าสะสางปัญหาหนี้ควบคู่ไปกับส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบมุ่งพึ่งพาตัวเอง โดยอิงกับการบริโภคภายในประเทศ แทนที่จะอาศัยการค้าและการลงทุนที่สนับสนุนด้วยการกู้หนี้ยืมสินเหมือนเมื่อก่อน

นอกจากนั้น ในปี 2014 จีนยังเปิดทางให้เกิดกรณีการผิดนัดชำระหนี้สำหรับหนี้ภาคเอกชนเป็นครั้งแรกนับจากการปฏิวัติปี 1949 โดยมุ่งที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามบีบให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้มีวินัยมากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านั้นรัฐบาลจะเข้าแทรกแซงเพื่ออุ้มลูกหนี้ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องไม่ให้ถึงกับล้มละลาย และหลีกเลี่ยงไม่ให้ตลาดการเงินหวาดผวา หลังจากนั้นมาปักกิ่งก็อนุญาตให้เกิดกรณีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่มีลูกหนี้รายไหนใหญ่เท่าเอเวอร์แกรนด์มาก่อน

โครงการ "นครเพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเอเวอร์แกรนด์" (Evergrande Cultural Tourism City) ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู  ซึ่งเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผสมผสานส่วนที่อยู่อาศัย-การค้าปลีก-บันเทิง เข้าด้วยกัน 
โครงการ "นครเพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเอเวอร์แกรนด์" (Evergrande Cultural Tourism City) ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผสมผสานส่วนที่อยู่อาศัย-การค้าปลีก-บันเทิง เข้าด้วยกัน

แล้วพวกบริษัทนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง

บริษัทอสังหาฯอื่นๆ อย่างเช่น บริษัทว่านเคอ (Vanke Co.) กิจการรัฐวิสาหกิจอย่าง โพลี่ กรุ๊ป (Poly Group) และ ว่านต๋า กรุ๊ป (Wanda Group) ไม่มีรายงานว่าประสบปัญหาทำนองเดียวกันนี้ แต่สำหรับพวกนักพัฒนาอสังหาฯรายเล็กๆ ลงมาแล้ว มีหลายร้อยรายต้องปิดกิจการ ตั้งแต่ที่พวกหน่วยงานกำกับตรวจสอบเริ่มเข้มงวดมาตั้งแต่ปี 2017 ในการควบคุมยุทธวิธีต่างๆ ในการระดมทุน เป็นต้นว่า การขายอพาร์ตเมนต์ออกไปก่อนที่การก่อสร้างจะเริ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม อสังหาฯประเภทที่อยู่อาศัยของจีนนั้น ถือกันว่าแทบไม่สร้างความเสี่ยงให้แก่ระบบการเงินเลย สืบเนื่องจากการซื้ออพาร์ตเมนต์นั้นส่วนใหญ่แล้วผู้ซื้อจะจ่ายเป็นเงินสด ไม่ใช่ด้วยการนำเอาไปจำนองขอกู้เงินสินเชื่อเคหะ เรื่องนี้ทำให้ผลกระทบในลักษณะมีการผิดนัดชำระหนี้ลุกลามต่อเนื่องเป็นระลอกคลื่น ทำนองเดียวกับที่เคยเกิดในสหรัฐฯภายหลังวิกฤตปี 2008 ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นมาในจีน และพวกแบงก์เจ้าหนี้ก็สามารถเข้าไปดูแลจัดการได้ง่ายกว่าด้วย

"หากพิจารณาว่าพวกบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนอยู่ในอาการบวมโตเพราะหนี้สินขนาดไหนแล้ว ก็ชวนให้คิดว่ากำลังใกล้จะเกิดระลอกการผิดนัดชำระหนี้ลุกลามต่อเนื่องกันไปทั่ว" ทว่าปักกิ่งนั้นมีทรัพยากร "ที่จะใช้ป้องกันไม่ให้จีนเกิดปัญหาสินเชื่อตึงตัวแบบเต็มที่เต็มขนาดได้" ไซมอน แมคแอดัม แห่ง แคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวเอาไว้เช่นนี้ในรายงานฉบับหนึ่ง "ถึงแม้มันจะมีข้อบกพร่องอะไรเยอะแยะมากมาย แต่นี่คือผลดีประการหนึ่งของการมีระบบการเงินแบบที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการมีระบบที่เป็นตลาดเสรีมากกว่า"

จะเกิดลุกลามเพิ่มความเสี่ยงภายนอกจีนหรือไม่

มีนักวิจารณ์ให้ความเห็นผ่านสื่อ (คอมเมนเตเตอร์) บางรายเสนอแนะว่า เอเวอร์แกรนด์อาจก่อให้เกิด"ช่วงเวลาเลห์แมน" (Lehman moment) ของจีนขึ้นมา  ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงการล้มครืนของ เลห์แมน บราเธอร์ส ยักษ์ใหญ่วาณิชธนกิจวอลล์สตรีท ในช่วงต้นๆ ของวิกฤตปี 2008 อย่างไรก็ตามพวกนักเศรษฐศาสตร์บอกว่าความเสี่ยงที่กรณีเอเวอร์แกรนด์จะลุกลามแพร่เชื้อไปติดยังตลาดการเงินในวงกว้างนั้น มีอยู่ค่อนข้างต่ำ

"หากเอเวอร์แกรนด์เข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้แบบที่มีการจัดการทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ  หรือกระทั่งถึงขั้นล้มครืนแบบยุ่งเหยิงวุ่นวายก็ตามที ก็จะแทบไม่ส่งผลกระทบต่อโลกเลย  นอกเหนือจากทำให้ตลาดเกิดการปั่นป่วนผันผวนกันบ้างเท่านั้น"เป็นความเห็นของ แมคแอดัม แห่งแคปิตอล อีโคโนมิกส์

เอเวอร์แกรนด์นั้นมียอดหุ้นกู้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ยังค้างชำระอยู่เป็นจำนวน 18,000 ล้านดอลลาร์ แต่หุ้นกู้เหล่านี้จำนวนมากทีเดียวถือครองโดยพวกแบงก์จีนตลอดจนสถาบันอื่นๆ  และไม่เหมือนกับเลห์แมน ที่มีสินทรัพย์อยู่ในรูปของเครื่องมือทางการเงินซึ่งราคาสามารถเหวี่ยงขึ้นลงได้อย่างแรงๆ  เอเวอร์แกรนด์นั้นมีที่ดินคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านล้านหยวน (215,000 ล้านดอลลาร์) และมีโครงการที่เสร็จสิ้นไปแล้วเป็นบางส่วน ซึ่งระดับราคาค่อนข้างคงที่ทีเดียว

ถ้าหาว่ากเอเวอร์แกรนด์ถึงขึ้นผิดนัดชำระหนี้แบบชัดเจนสมบูรณ์ ระบบการธนาคารของจีนก็มีผลกำไรปีละ 1.9 ล้านล้านหยวน และทุนสำรองราวๆ 5.4 ล้านล้านหยวนที่สามารถใช้ต่อสู้กับปัญหาหนี้เสีย โดยเงินก้อนมหึมาขนาดนี้ "ย่อมสามารถดูดซับความสูญเสียเช่นนี้ได้อย่างง่ายดาย" แลร์รี หู และซินอี๋ว์ จี แห่ง แมคควอรี กรุ๊ป ชี้เอาไว้ในรายงานฉบับหนึ่ง

สถานการณ์จะเป็นยังไงกันต่อไป

พวกนักลงทุนกำลังเฝ้ารอดูว่าหน่วยงานกำกับตรวจสอบของจีนจะทำอะไรกันบ้าง แต่นักวิเคราะห์หลายต่อหลายคนมองว่าหน่วยงานผู้คุมกฎเหล่านี้ดูเหมือนโฟกัสอยู่ที่การปกป้องคุ้มครองผู้ซื้อบ้าน  ด้วยการทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นมาว่า อพาร์ตเมนต์ไหนที่ผู้ซื้อจ่ายเงินไปครบถ้วนแล้ว จะต้องสร้างกันให้เสร็จ

เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีการอัดฉีดเงินทองเข้าไปในบริษัทจีนที่ประสบปัญหาสภาพคล่องแห่งอื่นๆ อยู่เหมือนกัน แต่พวกนักเศรษฐศาสตร์มองว่า  ปักกิ่งดูเหมือนมุ่งมุ่นที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปทำเช่นนั้นสำหรับกรณีของเอเวอร์แกรนด์

เมื่อเดือนสิงหาคม  บริษัท หัวหรง แอสเซต แมเนจเมนต์ (Huarong Asset Management Co., Ltd.) เป็นกิจการที่ได้รับความช่วยเหลือให้ไม่ต้องล้มละลาย หัวหรง ถือเป็นกิจการแห่งใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทกลุ่มหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เจ้าหนี้คือพวกแบงก์ภาครัฐ  ความช่วยเหลือที่ หัวหรงได้รับนั้นอยู่ในรูปการได้เงินทุนอัดฉีดมาจากพวกบริษัทรัฐวิสาหกิจหลายแห่งภายหลังที่บริษัทแห่งนี้ขาดทุนไป 102,900 ล้านหยวน (15,900 ล้านดอลลาร์) เมื่อปีที่แล้ว

สำหรับเอเวอร์แกรนด์ ในจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงพนักงานลูกจ้างของบริษัทเมื่อวันอังคาร (21)สีว์แสดงความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้

"แน่นอนทีเดียวว่า เอเวอร์แกรนด์จะสามารถก้าวพ้นออกมาจากชั่วขณะแห่งความมืดมนอย่างที่สุด  ในเวลารวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" สีว์กล่าวในจดหมายที่ออกมาเนื่องในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ (Mid-AutumnFestival) ตามประเพณี

(ที่มา: เอพี)
#5775


แคสเปอร์สกี้ปักหมุด 5 วิธีปฏิบัติเพื่อให้เงินปลอดภัยทางออนไลน์ หลังพบยอดโจมตีโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้น 60% ในอาเซียน

นายเซียง เทียง โยว ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่าการระบาดโควิด-19 ครั้งใหญ่นี้เกือบจะเข้าสู่ปีที่สองแล้ว ซึ่งส่งผลให้การใช้งานการชำระเงินผ่านโมบายในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพนี้ การสำรวจของแคสเปอร์สกี้พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงินทางออนไลน์ เช่น การช้อปปิ้ง (64%) และการธนาคาร (47%)

"เห็นได้ชัดว่าผู้ใช้มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามเมื่อทำธุรกรรมธนาคารและชำระเงินผ่านโมบายดีไวซ์ แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างการรู้และการลงมือทำ แคสเปอร์สกี้ขอแนะนำเคล็ดลับที่ใช้งานได้จริง และขอสนับสนุนให้ผู้ใช้ทุกคนพิจารณาการใช้โซลูชันการรักษาความปลอดภัยเพื่อครอบคลุมกรณีที่บังเอิญคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นธนาคารที่เป็นอันตราย"

การศึกษาพบว่าอาชญากรไซเบอร์จะใช้โทรจันโมบายแบงก์กิ้ง (mobile banking trojan) หรือเรียกว่า "แบงก์เกอร์" (banker) ในการขโมยเงินโดยตรงจากบัญชีธนาคารบนโมบายดีไวซ์ โปรแกรมที่เป็นอันตรายประเภทนี้มักจะมีหน้าตาที่ดูเหมือนแอปทางการเงินที่ถูกต้อง แต่เมื่อเหยื่อป้อนข้อมูลเพื่อเข้าใช้งานบัญชีธนาคาร ผู้โจมตีจะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวนั้นได้



ตั้งแต่ต้นปี 2021 ผลิตภัณฑ์ของแคสเปอร์สกี้สามารถสกัดความพยายามโจมตีจำนวน 708 รายการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหกประเทศ ซึ่งคิดเป็น 50% ของจำนวนความพยายามโจมตีที่แคสเปอร์สกี้สกัดได้ในปี 2020 ทั้งปี ซึ่งก็คือ 1,408 รายการ อินโดนีเซียและเวียดนามมีตัวเลขสูงที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของภูมิภาคนี้ โดยอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 31 ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก

ประเทศที่มีการตรวจจับโทรจันโมบายแบงก์กิ้งมากที่สุดในไตรมาสที่ 2 ปี 2021 ได้แก่ รัสเซีย ญี่ปุ่น ตุรกี เยอรมนี และฝรั่งเศส และถึงแม้จำนวนการโจมตีโทรจันโมบายแบงก์กิ้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะไม่สูงมาก แต่เมื่อเทียบความพยายามโจมตีทั้งหมด 367 รายการในไตรมาส 2 ปี 2021 (เมษายน - มิถุนายน 2021) ก็สูงขึ้นจากยอด 230 รายการในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

การสำรวจเดียวกันนี้ยังเปิดเผยว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 7 ใน 10 คน (69%) กังวลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมการเงินทางออนไลน์ และ 42% ยอมรับว่ากลัวว่าจะมีใครเข้าถึงรายละเอียดทางการเงินผ่านอุปกรณ์ของตน



นอกจากนี้ รายงานของแคสเปอร์สกี้อีกฉบับเรื่อง "Making Sense of Our Place in the Digital Reputation Economy" พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (76%) จาก 861 คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยืนยันความตั้งใจที่จะเก็บข้อมูลการเงินของตนให้ห่างจากอินเทอร์เน็ต ในผู้ใช้จำนวนนี้เป็นกลุ่ม Baby Boomers (85%) รองลงมาคือ Gen X (81%) และ Millennials (75%)

แคสเปอร์สกี้แนะนำสิ่งที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถทำได้เพื่อให้เงินปลอดภัยทางออนไลน์มากขึ้น ว่าควรทำบัตรเครดิตชั่วคราว เพราะอาชญากรไซเบอร์ได้พัฒนาเทคนิคและมัลแวร์ที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งบางครั้งอาจขัดขวางความพยายามอย่างเต็มที่ในการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างปลอดภัย ผู้ใช้สามารถใช้ "บัตรเครดิตชั่วคราว" เพื่อซื้อสินค้าออนไลน์แทนบัตรเครดิตปกติได้ เพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัยสำหรับการช็อปปิ้งออนไลน์อย่างปลอดภัยขึ้นอีกระดับ ลองสอบถามบริษัทบัตรเครดิตที่ใช้อยู่ว่าสามารถออกหมายเลขบัตรเครดิตชั่วคราวได้หรือไม่ หากไม่สามารถใช้บัตรเครดิตชั่วคราวได้ อีกทางเลือกคือใช้บัตรเครดิตที่มีวงเงินเครดิตต่ำ และควรหลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตชั่วคราวสำหรับการซื้อใดๆ ที่ต้องต่ออายุอัตโนมัติหรือชำระเงินเป็นประจำ



นอกจากนี้ควรแยกคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานธนาคารและช้อปปิ้งออนไลน์ เนื่องจากหากใครมีคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งเครื่อง อาจเป็นการดีที่จะแยกหนึ่งเครื่องสำหรับใช้งานธนาคารและช้อปปิ้งออนไลน์เท่านั้น การหลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อท่องอินเทอร์เน็ต ดาวน์โหลด เช็คอีเมล โซเชียลเน็ตเวิร์ก และกิจกรรมออนไลน์อื่นๆ จะทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่ 'สะอาด' ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากไวรัสคอมพิวเตอร์และมัลแวร์อื่นๆ แนะนำให้ติดตั้ง Google Chrome พร้อมบังคับใช้งาน HTTPS เพื่อเข้าเว็บไซต์ที่ปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยได้อีกขั้น

ที่สำคัญยังควรใช้อีเมลแอดเดรสเฉพาะ โดยควรสร้างอีเมลแอดเดรสที่คุณจะใช้สำหรับช้อปปิ้งออนไลน์เท่านั้น จะช่วยจำกัดจำนวนข้อความสแปมที่จะได้รับอย่างมาก และลดความเสี่ยงในการเปิดอีเมลที่อาจเป็นอันตรายซึ่งปลอมแปลงเป็นอีเมลส่งเสริมการขายหรืออีเมลแจ้งเตือนอื่นๆ

รวมถึงการจัดการและปกป้องรหัสผ่านออนไลน์ การใช้ VPN หรือ virtual private network เครือข่ายส่วนตัวเสมือนที่จะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดที่ถ่ายโอนระหว่างคอมพิวเตอร์หรือโมบายดีไวซ์กับเซิร์ฟเวอร์ VPN เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์ลักลอบใช้งานและดูข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่พิมพ์ จุดนี้แคสเปอร์สกี้มอบโปรโมชั่นตลอดเดือนกันยายน สำหรับผลิตภัณฑ์ Kaspersky Anti-virus, Kaspersky Internet Security และ Kaspersky Total Security ซึ่งหากใครซื้อผ่าน KASO Shopping จะได้รับบัตรกำนัลพิเศษ.