• Welcome to ลงประกาศฟรี โพสฟรี โปรโมทเว็บ.
 

poker online

ปูนปั้น

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Topics - Joe524

#2741
ข้าวออร์แกนิก จังหวัดสุรินทร์ปลอดสารพิษ แท้ 100%
ข้าวออร์แกนิกปลอดสารแท้ 100% ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์   ข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์ส่งทั่วไทย #ข้าวออแกนิค หรือ #ข้าวออร์แกนิค หรือ #ข้าวออร์แกนิก หรือ "#ข้าวเกษตรอินทรีย์"  (#OranicRice)
ข้าวออแกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิก (#OranicFood) หรือเรียกง่ายๆเป็นภาษาไทยว่า "ข้าวเกษตรอินทรีย์" หรือ "ข้าวอินทรีย์" / ข้าวมะลินิลอินทรีย์ คือ ข้าวที่ผ่านการผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น (รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ ข้าวที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม) กระบวนการผลิตข้าวไม่มีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ก่อนการปลูกข้าวจะต้องเตรียมหน้าดินก่อนด้วยวิธีธรรมชาติ ทุกขั้นตอนการผลิตข้าวจะไร้สารปนเปื้อนที่เกิดมนุษย์ จะไม่ผ่านการฉายรังสี ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งลงไปในข้าว 




  ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษข้าวออแกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิก หรือ "ข้าวเกษตรอินทรีย์"  (Oranic Rice)   ข้าวกล้องเกษตรอินทรีย์หอมมะลิ คืออะไร?
1. ส่วนประกอบทุกอย่างล้วนมากจากธรรมชาติ โดยข้าวออแกนิคจะไม่มีการใช้สารสังเคราะห์ใด ๆ ในการเพาะปลูก ข้าวปะกาอำปึลปลอดสารพิษเลย ข้าวก็จะถูกปลูกและเจริญเติบโตมาด้วยอาหารจากธรรมชาติล้วน ๆ ส่วนข้าวก็จะเป็นการปลูกในนา ไม่ใส่วัตถุสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง ใช้แต่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกจากธรรมชาติในการเพาะปลูกข้าว ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาเพาะปลูกจะต้องไม่มีตัดต่อพันธุกรรม และต้องมีการเตรียมหน้าดินก่อนการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธีธรรมชาติ คือ จะต้องทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 3 ปี เหล่านี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างอาหารแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง 100% มีกลิ่นหอมตามแบบธรรมชาติ ทุกขั้นตอนในการปลูกข้าวและการแปรรูปข้าวจะต้องอยู่ในมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนประกอบทุกอย่างจึงสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษตกค้างหรือสารก่อมะเร็ง
2. ข้าวออแกนิคจะไม่มีการใช้สารเคมีใด ๆ เลย ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ เพราะถ้ามีการใช้สารเคมีก็จะไม่ถือว่าเป็นข้าวออแกนิค ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีที่ว่านั้นหมายถึง การไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี 
3. ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในกระบวนการปลูก  ปลูกข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์ เพราะข้าวออแกนิคนั้น นอกจากจะมุ้งเน้นให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีแล้ว จุดประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการช่วยลดมลพิษให้กับธรรมชาติ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งการเจริญเติบโตต่าง ๆ นั้นจะก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน ในน้ำ และในอากาศ ซึ่งกว่าจะย่อยสลายไปได้บางทีก็อาจใช้ระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งวิธีการปลูก   ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์   แบบธรรมชาตินี้เองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไป เพราะนอกจากจะได้รับประทานข้าวที่ปลอดสารพิษแล้ว ยังช่วยลดมลพิษต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย

ข้าว Hor.Boutique ข้าวอินทรีย์สุรินทร์   ข้าวกล้องหอมมะลิแดงออแกนิก
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website : https://xn--22c6daqhyo0am1a6t.net/
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1.  ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์สุรินทร์
2.  ข้าวกล้องหอมมะลิปลอดสารพิษ
3.  ข้าวปะกาอำปึลปลอดสารพิษ
4.  ข้าวกล้องอินทรีย์ผสมหลายสายพันธุ์ จ.สุรินทร์
5.  ปลูกข้าวกล้องหอมมะลิแดงออแกนิค6.  ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์สุรินทร์7.  กลุ่มข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์


#ข้าวออร์แกนิกสุรินทร์  #ข้าวออแกนิคสุรินทร์  #ข้าวออแกนิกสุรินทร์   #ข้าวอินทรีย์สุรินทร์  #ข้าวสุขภาพสุรินทร์
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
#2742


กาญจนบุรี - อุทยานฯ เขาแหลม ร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ เร่งตรวจสอบพื้นที่หลังมีชาวบ้านบุกรุกทำไร่มันกว่า 100 ไร่

นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ เข้าตรวจสอบหลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านบ้านเกริงกระเวีย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า มีการบุกรุกและลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ช่วงรอยต่อระหว่างอำเภอสังขละบุรี และอำเภอทองผาภูมิ พร้อมบุกรุกเข้ามาทำไร่มันสำปะหลังบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่

โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินสำรวจโดยพบพื้นที่เป้าหมายที่มีการบุกรุก เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ซึ่งจากภาพถ่ายพบการตัดโค่นต้นไม้เป็นไม้ไผ่ และไม้ขนาดเล็กบนเขา และพบการถางป่าเป็นบริเวณกว้าง จำนวน 3 จุด บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ซึ่งชาวบ้านให้ข้อมูลว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการแผ้วถางป่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบอีกจุดเป็นสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งซึ่งกำลังก่อสร้างที่พัก พบไม้แปรรูปจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง และส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ถุนบ้านพักโดยใช้ผ้าใบปิดคลุมอำพรางไว้

ทั้งนี้ พื้นที่บุกรุกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพระฤๅษี และป่าเขาบ่อแร่ แปลงที่ 1 ซึ่งจะได้ประสานผู้รับผิดชอบดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
#2743


โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่เพิ่มลงทุนหลังจากที่บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือเดิมชื่อ บริษัทรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มซีพี) ได้ลงพื้นที่เตรียมการก่อสร้างแล้ว

การส่งมอบพื้นที่ในระยะแรก ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร จะดำเนินการได้ในเดือน ต.ค.2564 รวมทั้งจะถ่ายโอนแอร์พอร์ตเรลลิงก์ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิ ได้ในเดือน ต.ค.2564 และจะส่งมอบพื้นที่ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง และช่วงพญาไท-บางซื่อ ได้ในเดือน ต.ค.2566

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2564 ได้พิจารณา แก้ปัญหาซ้อนทับโครงการรถไฟความเร็วเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ในช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ซึ่งใช้โครงสร้างโยธาร่วมกัน แต่เวลาการก่อสร้างและมาตรฐานเทคนิคไม่สอดคล้องกัน

ทั้งนี้ การพิจารณาแก้ปัญหาการซ้อนทับของโครงการในเรื่องดังกล่าว เกิดขึ้นจากงานโยธาในช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ที่ตามแผนจะต้องมีการก่อสร้างทางรถไฟ 4 แทร็ค รองรับการให้บริการของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จำนวน 2 แทร็ค และรถไฟไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน 2 แทร็ค โดยจากผลการศึกษาพบว่าควรก่อสร้างในครั้งเดียว เพื่อลดผลกระทบและประหยัดเวลา


ดังนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หน่วยงานเจ้าของโครงการ จึงกำหนดในสัญญาร่วมทุนโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง เนื่องจากในการหารือร่างสัญญาในขณะนั้นพบว่าโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบิน เอกชนคู่สัญญามีความพร้อมที่จะดำเนินโครงการอยู่แล้ว

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อมีการลงสำรวจพื้นที่ และทำสัญญาส่งมอบพื้นที่นั้น กลับพบว่าพื้นที่ช่วงพญาไท-ดอนเมือง ของโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ยังไม่สามารถส่งมอบให้เอกชนคู่สัญญานำไปพัฒนาโครงการได้ เพราะยังติดปัญหารื้อย้ายสาธารณูปโภค โดยเฉพาะท่อน้ำมันในช่วงพญาไท ทำให้ข้อกำหนดของการส่งมอบพื้นที่ของโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบิน จึงกำหนดให้มีการส่งมอบพื้นที่ช่วงพญาไท-ดอนเมือง แล้วเสร็จภายใน 4 ปี หลังจากลงนามสัญญา

"ตอนแรกการรถไฟฯ มอบหมายให้ทางเอกชนของไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน เป็นผู้ก่อสร้างแทร็คช่วงทับซ้อนกับรถไฟไทย-จีน เพราะเอกชนมีความพร้อม แต่พอทำจริงไม่สามารถส่งมอบพื้นที่พญาไท-ดอนเมืองได้ เอกชนจึงยังมีเวลาที่จะไปสร้างช่วงอื่นก่อน ส่วนช่วงพญาไท-ดอนเมือง ตามกรอบต้องส่งมอบแล้วเสร็จใน 4 ปี เอกชนจึงยังมีเวลาอีก 4 ปีค่อยมาก่อสร้างช่วงนี้ ซึ่งก็รวมช่วงทับซ้อนของไทยจีนด้วย ทำให้เป็นปัญหา"

รายงานข่าว ระบุด้วยว่า จากปัญหาของการรื้อย้ายสาธารณูปโภคช่วงพญาไทที่ต้องใช้เวลานั้น เป็นผลกระทบต่อโครงการไฮสปีดเทรนไทย-จีน ที่เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง และเหลือช่วงของการพัฒนาเพียงพื้นที่ทับซ้อนช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ทำให้ต้องการมีหารือร่วมกับเอกชนคู่สัญญาไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบินขของกลุ่มซีพี เพื่อปรับแก้สัญญาให้กลุ่มซีพีดำเนินการก่อสร้างช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ในพื้นที่ทับซ้อนนี้ก่อน โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน ก.ค. 2569

ทั้งนี้ จากการปรับแก้สัญญาดังกล่าว มีข้อกำหนดให้ทางกลุ่มซีพีดำเนินการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง โดยให้จัดสรรวงเงินลงทุนไปล่วงหน้า และระหว่างการก่อสร้างนั้น สกพอ.จะดำเนินการทยอยจ่ายเงินลงทุน ซึ่งจะเป็นการนำวงเงินลงทุนจากโครงการไฮสปีดเทรน 3 สนามบินที่สัญญาก่อนหน้านี้กำหนดว่า สกพอ.จะอุดหนุนเงินลงทุนก่อสร้างช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ภายใน 4 ปีหลังลงนามสัญญา และเงินก่อสร้างอีกส่วนจะเป็นเงินลงทุนของโครงการรถไฟไทยจีน เพื่อนำมาจ่ายชดเชยให้กลุ่มซีพี

"ทางออกตอนนี้เพื่อเร่งก่อสร้างช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองให้ทันต่อการใช้งานของไฮสปีดเทรนไทยจีน ทางกลุ่มซีพียอมที่จะจัดหางบประมาณมาก่อสร้างให้ก่อน และระหว่างนั้น สกพอ.จะทยอยเบิกจ่ายงบประมาณมาชดเชยให้ ซึ่งเป็นเงินก้อนส่วนของงานก่อสร้างช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ตามกรอบกำหนด แต่เป็นการเบิกจ่ายมาลงทุนก่อน และค่าก่อสร้างอีกส่วน ก็จะมาจากสัญญารถไฟไทยจีน"

สำหรับความคืบหน้าของการส่งมอบพื้นที่และการรื้อย้ายสาธารณูปโภค โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจุบันได้ ร.ฟ.ท.ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับเอกชนคู่สัญญามีความคืบหน้า 86% รวม 5,521 ไร่ และพร้อมส่งมอบส่วนแรก ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.2564 คู่ขนานไปกับการยกระดับแอร์พอร์ต เรลลิงก์ โฉมใหม่ ที่ผู้โดยสารจะได้รับบริการ ที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะโอนสิทธิ์ในการบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ภายในเดือน ต.ค.นี้

ด้านกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้างานสำคัญที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ประกอบด้วย 

1.การเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ร.ฟ.ท.ได้ทำสัญญาซื้อขายแล้ว 634 สัญญา มูลค่า 3,599 ล้านบาท จากจำนวน 737 สัญญา มูลค่า 4,121 ล้านบาท 

2.การโยกย้ายผู้บุกรุก ที่กีดขวางการก่อสร้างช่วงสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภา ได้ดำเนินการโยกย้ายแล้วเสร็จ 100%

3.งานรื้อย้ายสาธารณูปโภค โดยหน่วยงานเจ้าของสาธารณูปโภคได้ดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูโภคช่วงสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภาแล้วเสร็จ 257 จุด และอยู่ระหว่างการรื้อย้าย 396 จุด ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินงาน เพื่อให้แล้วเสร็จทันตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ คือ ภายในเดือน ก.ย. 2564
#2744


Christine Lagarde ประธาน ECB ลั่น "Stablecoins แกล้งทำเป็นเหรียญ แต่ในความเป็นจริง มันเกี่ยวข้องกับสกุลเงินจริงทั้งหมด เช่น บางคนบอกว่าสามารถใช้สำหรับการทำธุรกรรมได้ แต่มูลค่าจะสอดคล้องกับเงินดอลลาร์อย่างแน่นอน"

จากการรายงานของ cointelegraph ระบุถึงถ้อยแถลงของนาง Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป ว่า cryptocurrencies ทั้งหมดซึ่งเธอรวม Stablecoins และสินทรัพย์เก็งกำไร 'ไม่ใช่สกุลเงินเลย'

โดยในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 กันยายนกับ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ World Economic Forum ซึ่ง Lagarde กล่าวว่า cryptocurrencies "แสดงตัวเป็นสกุลเงิน" แต่เธอยังคงถือว่ามัน 'เป็นสินทรัพย์ที่จะถูกควบคุมและดูแลโดยหน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์" ภายใต้คำจำกัดความนี้ ประธาน ECB อ้างว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ตรึงด้วยคำสั่งก็ถือเป็นสินทรัพย์เช่นกัน

"สิ่งนี้ต้องได้รับการตรวจสอบ ดูแล ควบคุม เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ใช้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดการบิดเบือนความจริงในที่สุด ฉันคิดว่าประวัติล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสกุลเงินสำรองเหล่านั้นไม่พร้อมใช้งานตลอดเวลาและมีสภาพคล่องตามที่ควรจะเป็น"

อย่างไรก็ดี Lagarde อาจหมายถึง Tether ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดตามมูลค่าราคาตลาด ซึ่งล่าสุดบริษัทเพิ่งตกลงที่จะชดใช้ค่าเสียหาย 18.5 ล้านดอลลาร์ และยื่นรายงานเงินสำรองของตนเป็นระยะ จนถึงปี 2023 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งนิวยอร์ก ซึ่งกล่าวหาว่าผู้ออกเหรียญ Stablecoin ได้บิดเบือนระดับโทเค็น USDT ของตนให้ได้รับการสนับสนุนโดยหลักประกันคำสั่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคิดเห็นที่ชัดเจนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ Lagarde ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ECB ตั้งใจที่จะตอบสนองต่อลูกค้าของตน โดยก่อนหน้านี้เธอเคยวิพากษ์วิจารณ์ Stablecoins และ cryptocurrencies แต่ไม่ได้ตัดทอนความเป็นไปได้ที่ ECB จะแนะนำสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ขณะที่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สภาปกครองของ ECB กล่าวว่าจะเริ่มขั้นตอนการสอบสวนโครงการยูโรดิจิทัลซึ่งกินเวลานาน 2 ปี

"หากลูกค้าต้องการใช้สกุลเงินดิจิทัลมากกว่าที่จะมีธนบัตรและเงินสด ก็ควรจะใช้ได้" Lagarde กล่าว "เราควรตอบสนองต่อความต้องการนั้นและมีโซลูชั่นที่อิงจากยุโรป มีความปลอดภัย พร้อมใช้งาน และมีเงื่อนไขที่เป็นมิตรซึ่งสามารถใช้เป็นวิธีการชำระเงินได้"

"Stablecoins แกล้งทำเป็นเหรียญ แต่ในความเป็นจริง มันเกี่ยวข้องกับสกุลเงินจริงทั้งหมด ตัวอย่างเช่น บางคนบอกว่าสามารถใช้สำหรับการทำธุรกรรมได้ แต่มูลค่าจะสอดคล้องกับเงินดอลลาร์อย่างแน่นอน" Lagarde กล่าว

ทั้งนี้เธอกล่าวเสริมว่าโครงการที่อยู่เบื้องหลังการออกเหรียญ stablecoin ควรจะต้องคืนทรัพย์สินของพวกเขาด้วยคำสั่งที่มีหน่วยงานกำกับ
#2745


วันนี้ (4 ก.ย.) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan โดยระบุว่า เมื่อเกิดโรคติดต่อ เราจะได้ยินคำว่าภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อลดการระบาดของโรคและยุติการระบาด

ภูมิคุ้มกันหมู่ จะได้ผลในการป้องกันการระบาด ภูมิคุ้มกันนั้นจะต้องป้องกันการติดโรคได้ และเมื่อมีภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรมากจำนวนหนึ่ง ก็จะช่วยป้องกันคนที่ไม่มีภูมิไปด้วย เช่น โรคหัด โปลิโอ ประชากรส่วนใหญ่ใด้วัคซีนในการป้องกันโรค โรคก็จะเบาบาง และในที่สุดก็จะยุติการระบาด

เมื่อมาดู covid-19 จุดมุ่งหมายการให้วัคซีนในระยะแรก ต้องการให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

แต่ในปัจจุบันเห็นได้ชัดแล้วว่า วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจากประเทศตะวันตกหรือตะวันออก เพียงแต่ลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราการตาย และยังพบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว กับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เมื่อติดเชื้อปริมาณไวรัสที่อยู่ในตัว สามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้

ดังนั้นวัคซีนที่ใช้ในขณะนี้ จึงไม่สามารถที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ เพราะถึงแม้มีภูมิคุ้มกัน ก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงตลอดเวลา และขณะเดียวกันระยะฟักตัวของโรค covid 19 สั้นมาก จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ลดความรุนแรงของโรคได้

เมื่อไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในแต่ละคน ก็ไม่สามารถจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ในการลดการติดเชื้อในประชากรหมู่มากได้ จะเห็นได้ว่าทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอิสราเอล ที่มีการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก ก็ยังพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่ความรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดในระลอก ก่อนมีวัคซีนลดลง อัตราตายและอัตราการป่วยนอนโรงพยาบาลลดลง

ดังนั้น การฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ใน covid 19 จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ในขณะนี้ ทั้งที่แต่เดิมคิดว่าถ้าประชากรส่วนใหญ่ได้วัคซีนถึง 70% แล้วโรคจะทุเลาลง แต่ความเป็นจริง ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้สูงแล้ว ก็ยังพบการระบาดของโรค

ทางออกของ covid 19 ทุกคนจะต้องได้รับวัคซีน หรือเคยติดเชื้อ และให้มีภูมิพื้นฐานอยู่ และเมื่อติดเชื้อ อาการของโรคก็จะน้อยลง หรือไม่มีอาการ แล้วจะกระตุ้นภูมิต้านทานให้สูงขึ้น และการติดเชื้อครั้งต่อๆไปอาการจะน้อยลงไปเรื่อยๆจนไม่มีอาการ

การติดเชื้อครั้งแรกเมื่อยังไม่มีภูมิต้านทานเลย อาการจะรุนแรงได้ และเมื่อมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะจากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งแรก การติดเชื้อครั้งต่อไปอาการก็จะน้อยลงและในที่สุดก็จะเป็นแบบไม่มีอาการ และโรคนี่ก็จะอยู่กับเรา โดยที่ติดเชื้อแล้วอาการไม่รุนแรง หรืออัตราการเสียชีวิตน้อยมาก อย่างเช่นโรคทางเดินหายใจทั่วไป

เป้าหมายการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ใน covid 19 ภูมิคุ้มกันไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ป้องกันความรุนแรงของโรคได้ ภูมิคุ้มกันหมู่ที่ตั้งเป้าไว้จึงไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ ทุกคนจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจากการฉีดวัคซีน หรือติดโรค แล้วเมื่อเป็นซ้ำก็จะไม่มีอาการหรืออาการน้อยลง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ปริมาณการฉีดวัคซีนที่คาดไว้แต่เดิมในการลดการระบาดของโรค เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ หรือกล่าวว่าต่อไปนี้ทุกคนจะต้องสร้างภูมิขึ้นมาเพื่อลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดในกรณีที่เป็นซ้ำ และในอนาคตเด็กเล็กที่เกิดมา ยังไม่มีภูมิก็จะมีการติดโรคโดยธรรมชาติ ซึ่งโรคนี้ไม่รุนแรงสำหรับเด็ก และก็จะเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นมาหลังจากการติดเชื้อในวัยเด็ก แบบโรคทางเดินหายใจทั่วไปที่เราพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่เคยติดเชื้อในวัยเด็กและมีภูมิอยู่แล้ว

โรคนี้จะอยู่กับเราตลอดไป จำนวนวัคซีนที่จะใช้จึงต้องใช้สำหรับประชากรทุกคนในประเทศไทยทุกคน ในการสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐาน เพื่อลดความรุนแรงของโรคในกรณีที่มีการติดเชื้อ หรือให้เป็นแบบไม่มีอาการ ในครั้งต่อไป
#2746


อมร อมรกุล ผู้จัดการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดอะมอลล์ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ เปิดบริการภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการของ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อย่างเคร่งครัด โดยจะต้องลงทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของกรมอนามัยตามหลักเกณฑ์ THAI STOP COVIDPLUS (TSC+) อีกทั้งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเชิงรุกขั้นสูงสุด ตามกรอบแนวทาง 7 มาตรการของสมาคมค้าปลีกไทย และคณะกรรมการกลุ่มการค้าปลีกและบริการ หอการค้าไทย เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกค้า

โดยเปิดให้บริการศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าตามปกติ รวมทั้งเปิดให้บริการร้านอาหาร โดยให้นั่งทานได้ 50% (งดจำหน่ายและดื่มสุราในร้าน) ร้านเสริมสวย ร้านตัดผมเปิดให้บริการไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อคน ต้องมีการนัดหมายก่อนเข้าใช้บริการ ร้านนวด เปิดเฉพาะนวดเท้า คลินิกเสริมความงามต้องมีการนัดหมายก่อนเข้าใช้บริการ โดยเปิดให้บริการตามปกติ 1 ก.ย. เป็นต้นไป และเปิดให้บริการได้ถึงเวลา 20.00 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตั้งเป้าเป็นศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าปลอดโรคติดเชื้อโควิด-19!!

ด้วยการเพิ่มความมั่นใจในมาตรการปลอดโควิด-19 ของพนักงาน โดยกำหนดให้พนักงานทุกคนทั้งส่วนห้างสรรพสินค้า ผู้แทนขาย พนักงานร้านค้า และพนักงานเอาท์ซอสต์ กว่า 10,000 คนที่จะกลับเข้าปฏิบัติงานในวันแรกต้องผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยANTIGEN TEST KIT (ATK)  หรือมีผลตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ไม่เกิน 7 วัน นับจากวันที่เข้าพื้นที่ นอกจากนี้พนักงานทุกคนต้องได้การฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย 

พนักงานทุกคนจะอยู่ภายใต้มาตรการการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยจะมีการคัดกรองด้วยประเมินสุขภาพตามแนวหลักการ THAI SAFE THAI และสุ่มตรวจด้วยการตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ควบคู่กับการปฏิบัติงานภายใต้มาตรการ UNIVERSAL PREVENTION เพื่อความปลอดภัยของตนเองและลูกค้าสูงสุด

สำหรับมาตรการสาธารณสุขเชิงรุกในพื้นที่ครบทุกมิติ ก่อนเปิดให้บริการทุกศูนย์การค้าในเครือได้ทำ "บิ๊กคลีนนิ่ง" อบฆ่าเชื้อระบบปรับอากาศส่วนกลางด้วยรังสี UV ติดตั้ง GUARD SHIELD ที่เคาน์เตอร์ต่าง ๆ ติดตั้ง TABLE SHIELD บนโต๊ะอาหาร มีบริการตู้อบฆ่าเชื้อ UV-C STERILIZING สำหรับอบฆ่าเชื้อสินค้าให้ลูกค้า พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้บริการด้วยการสร้างสังคมไร้สัมผัสทุกรูปแบบ 

ทั้งนี้ กรอบแนวทางของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและคณะกรรมการกลุ่มการค้าปลีกและบริการ หอการค้าไทย ประกอบด้วย ผู้เข้ามาใช้บริการปฏิบัติตาม D-M-H-T-T (DISTANCING- MASK WEARING- HAND WASHING- TEMPERATURE-TESTING) พร้อมคัดกรองตัวเองผ่าน THAI SAFE THAI (TST) และแสดงให้ผู้รับบริการก่อนเข้าสถานประกอบการ

ควบคุมจำนวนพนักงานและลูกค้า 1 คน ต่อ 5 ตร.ม. ในสถานประกอบการ (กรมอนามัยใช้หลักเกณฑ์ 1ต่อ4 ตร.ม.) กำหนดให้มีการจองการเข้ารับบริการผ่านแอพพลิเคชั่น หรือ โทรศัพท์ หรือรับบัตรคิวล่วงหน้าในทุกธุรกิจของการบริการ เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสสูงอย่างน้อยทุก 1 ชั่วโมง 

พร้อมกันนี้ เพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเดอะมอลล์ยังผนึกพันธมิตรธุรกิจ ซัพพลายเออร์ แบรนด์ และ ผู้ประกอบการร้านค้า จัดบิ๊กแคมเปญ "SHOPPING MUST GO ON #จะช้อปต้องได้ช้อป" ลดสูงสุด80%ช้อปทุกชั้น ทั้งห้างฯ รับคืนรวมสูงสุด 3,000บาท รวมช่องทางออนไลน์ MONLINE.COM และ GOURMETMARKETTHAILAND.COM, M CHAT & SHOPและCALL TO ORDERหรือเลือกรับสิทธิ์ "ยิ่งใช้ยิ่งได้" รับ E-Voucher ภาครัฐสูงสุด 7,000 บาท ถึง 28 ก.ย.


ทางด้าน ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาต์เล็ต กล่าวว่า ได้ประกาศใช้มาตรการยกระดับเข้มข้นสูงสุด "เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ Safe Plus+"  พร้อมเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล 21 สาขาในพื้นที่เข้มงวดสูงสุด  ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล, ชลบุรี, ระยอง, นครราชสีมา และหาดใหญ่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"เซ็นทรัลพัฒนา สร้างมาตรฐานใหม่ New Normal พร้อมยกระดับมาตรการ ปรับปรุงตามสถานการณ์ เพื่อให้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ COVID-FREE สำหรับประชาชน เป็นต้นแบบมาตรการยกระดับเข้มข้นสูงสุด การเปิดศูนย์การค้าภายใต้นโยบายที่ภาครัฐควบคุมดูแลจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและประเทศให้เดินหน้า ซึ่งเราหวังว่าสถานการณ์ในประเทศจะค่อยๆ คลี่คลาย พร้อมฟื้นตัวช่วงปลายปี"

โดยมาตรการ "เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ Safe Plus+" เน้นย้ำเป็นพิเศษในการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล รวมไปถึงให้พนักงานให้บริการมีการฉีดวัคซีน ตรวจคัดกรองวันแรก 100% และต่อเนื่องทุกสัปดาห์ กักตัวอย่างเป็นระบบ เว้นระยะห่าง สะอาดปลอดภัยตลอดเวลาทุกวัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้เช่าร้านค้า และพนักงานภายในศูนย์การค้า ที่พร้อมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการอย่างเต็มที่ รวมถึงการประเมินร้านค้าผ่าน Thai Stop Covid Plus พนักงานประเมินตนเองผ่าน Thai Safe Thai ทุกวัน ตามขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อตอกย้ำความมั่นใจให้แก่ผู้มาใช้บริการ

ขณะที่ ศูนย์การค้าเมกาบางนาและผู้เช่ากว่า 600 ร้านค้า พร้อมใจกันขานรับมาตรการคลายล็อกของภาครัฐ ด้วยการส่งมอบโปรโมชั่น และสิทธิพิเศษสุดคุ้ม เพื่อต้อนรับการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ภายใต้การดำเนินงานตามมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มข้นทุกพื้นที่ เน้นย้ำการดำเนินการด้านความสะอาดตามที่กรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุขแนะนำไว้ และส่งมอบบริการที่สะดวก สบายใจและปลอดภัยให้กับลูกค้า

พลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การค้าเมกาบางนา กล่าวว่า  ร้านค้าเกือบ 100% ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของภาครัฐ สามารถเปิดให้บริการได้พร้อมกลับมาเปิดให้บริการ ยกเว้นร้านค้าบางกลุ่มที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้จากการผ่อนคลายมาตรการในครั้งนี้ ได้แก่ ฟิตเนส สปา โรงภาพยนตร์ และสถาบันกวดวิชา รวมไปถึงเครื่องเล่น สนามเด็กเล่น ร้านเกมส์

ร้านค้าที่กลับมาเปิดให้บริการในทุกกลุ่ม จะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กรมควบคุมโรคแนะนำไว้อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลัก Covid-Free Setting Protocol ที่ครอบคลุมทุกส่วน ทั้งพนักงานร้านค้า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน การดูแลความสะอาดในพื้นที่ส่วนกลางของศูนย์ฯ และมาตรการสำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ พร้อมแคมเปญการตลาด Welcome Back-We've missed You ให้สิทธิประโยชน์จากการชอปปิงกับลูกค้าที่คิดถึงเมกาบางนา ได้กลับมาชอปกันอย่างคุ้มค่า และได้รับประสบการณ์ที่ดีและปลอดภัยกลับไปด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดในการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง คือการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ คือ Customer Touchpoints ที่ถือเป็นจุดสำคัญซึ่งจะทำให้ลูกค้าของเมกาบางนาเกิดความมั่นใจและสบายใจ เมื่อเลือกมาชอปปิงที่นี่

"การผ่อนคลายมาตรการในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เช่าและร้านค้าต่าง ๆ ของศูนย์ฯ กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง เมกาบางนาจึงดำเนินการทุกอย่างเพื่อเตรียมความพร้อมทุกส่วนเพื่อเป็นอีกแรงขับเคลื่อนให้ทุกคนผ่านวิกฤติการณ์นี้ไปได้อย่างดีที่สุด" 

ทางด้าน รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายหลายอย่างเกิดขึ้น แต่เซ็นทรัลและโรบินสันพร้อมปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว นำเสนอ สินค้า บริการ ช่องทางการขาย และโปรโมชั่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับทุกความต้องการของลูกค้าตามสถานการณ์ต่างๆ รอบด้านที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

โค้งสุดท้ายปีนี้ พร้อมจัดโปรโมชั่นที่จะสร้างสีสันให้กับตลาดค้าปลีกในช่วงแคมเปญใหญ่ "ดับเบิ้ลดิจิท" เริ่มที่ "Central/Robinson 9.9 Mega Festival" โดยนำจุดแข็งของห้างที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ มีสินค้า และบริการที่หลากหลายครบครัน ผสานเข้ากับช่องทางการชอปปิงทุกแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์ และบริการพิเศษของห้างตอบโจทย์อินไซต์ของนักช้อปทุกกลุ่มที่มีความถนัดต่างกัน! บางคนชอบแชท ชอบโทร หรือชอบมาสัมผัสสินค้าที่ห้าง 

โดย "Central/Robinson 9.9 Mega Festival" ห้างเซ็นทรัล และโรบินสัน ได้ฉีกวิธีการสื่อสารใหม่ นำคอนเซปต์ Shoppertainment มาเป็นกลยุทธ์หลัก โดยใช้ความสนุกสนานจากภาพยนตร์โฆษณา นำไปสู่การสร้างความจดจำในแคมเปญ ภายใต้ธีม#จังหวะนี้ต้องช้อป และสร้างให้เกิดกระแสในกลุ่มนักช้อป รวมถึง วงการดิจิทัล มาร์เกตติ้ง คิกออฟโปรโมชั่น เดือน ก.ย. ต้อนรับวันที่ 9 เดือน 9 ที่มาในคอนเซ็ปต์ "ทำเพลงไม่โอ แต่โปรน่าช้อป" พร้อมภาพยนตร์โฆษณาตัวแรกกับความสนุกของการร้องเพลงประจำแคมเปญที่ไม่ซ้ำแบบใคร ที่จะเป็นคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ พร้อมโปรโมทผ่านสื่อทุกรูปแบบ รวมถึง KOL, Influencer ที่จะมีชาเลนจ์สนุกๆ ในแอพ TikTok 

"เราจุดกระแสก่อนเซลใหญ่ด้วยกิจกรรม "9.9 MEGA Live Show" โดยได้ดาราหน้าใสที่มาแรงสุดๆ อย่างเก้า-นพเก้า ที่มีผลงานจากเรื่อง นับสิบจะจูบ มาร่วมเอ็นเตอร์เทนมอบความสนุกในทุกการช้อป สร้างการรับรู้ของโปรโมชั่นในวงกว้างผ่านไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก Central/Robinson Department Store พร้อมดันแฮชแท็ก#CENTRAL99xKao ติดเทรนด์ออนไลน์ วันที่8 ก.ย. เวลา 18.00 น."
#2747
OMG Caltinum โอเอ็มจี แคลตินั่ม (30 Caps.) - 3 กล่อง - https://bit.ly/3t6pMWz
#2748


นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นผู้แทนธนาคารรับ 2 รางวัลด้านดิจิทัล จาก 2 เวทีระดับสากล คือ รางวัลไพรเวทแบงก์ด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลยอดเยี่ยมในเอเชีย (Best Private Banking for Digital Marketing & Communication in Asia) จากเวที PWM Wealth Tech Awards 2021 และรางวัลดิจิทัลไพรเวทแบงกิ้งแห่งปีของประเทศไทย (Digital Private Banking of the Year - Thailand) จากเวที The Asset Triple A : Digital Awards 2021 จากความโดดเด่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการทำงาน สนับสนุนการให้บริการลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงของธนาคาร รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นช่องทางสื่อสาร และให้ข้อมูลกลุ่มลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์กับลูกค้า ผสมผสานเทคโนโลยีและการให้บริการผ่านไพรเวทแบงเกอร์อย่างลงตัว เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของธนาคาร โดยในปีที่ผ่านมา Private Banking ของธนาคารได้รับรางวัลด้านดิจิทัลถึง 6 รางวัล จาก 4 เวทีระดับสากล
#2749

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า ก.ล.ต.ได้รับรายงานการได้มา หุ้นของ บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดย บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด ซึ่งเป็นการได้มา เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2564 จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มา คิดเป็น 52.1492% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มา คิดเป็น 52.1492% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

ส่วนจำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มา ของกลุ่มคิดเป็น 52.1492% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มา ของกลุ่มคิดเป็น 56.2577% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

สำหรับรายละเอียดราคาซื้อขายอยู่ที่ 12.00 บาทต่อหุ้น จำนวน 1,111,781,388 หุ้น มูลค่าการซื้อขาย 13,341.37 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บนกระดานซื้อขายรายใหญ่ (บิ๊กล็อต) จากกลุ่มเมเจอร์ กลุ่มนายนพพร กลุ่มนายพงศ์กิจ กลุ่มนายสมนึก

ประกันโควิด เจอ จ่าย จบ! รับเลย 100,000 บาท

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังได้รับรายงานการจำหน่าย หุ้นของ บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดย บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR Huay ซึ่งเป็นการจำหน่าย เมื่อวันที่ 30 ส.ค. จำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่าย คิดเป็น 30.3556% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่าย คิดเป็น 0% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

ส่วนจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่าย ของกลุ่มคิดเป็น 30.3556% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่าย ของกลุ่มคิดเป็น 0% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

สำหรับรายละเอียดราคาซื้อขาย จำนวน 647,158,471 หุ้น โดยเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด บนกระดานบิ๊กล็อต

ทั้งนี้ ธุรกรรมดังกล่าวเป็นไปตามแผนของ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ในการเข้าซื้อหุ้น SF จาก MAJOR จำนวน 1,111,781,388 หุ้น หรือ 52.15% มูลค่าการซื้อขายรวม 13,341,376,656 บาท

นอกจากนี้ CPN ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 258 ของผู้ประกาศเจตนายังมีการถือหุ้นใน SF จำนวน 87,589,200 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.11% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดและสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ SF ทำให้ผู้ประกาศเจตนาและบุคคลตามมาตรา 258 ของผู้ประกาศเจตนา มีสัดส่วนการถือหุ้นใน SF รวมเป็นจำนวน 1,199,370,588 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 56.26% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดและสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ SF

ผู้ประกาศเจตนาจึงมีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่เหลือทั้งหมดของ SF (Mandatory Tender Offer) จากผู้ถือหุ้นของ SF ทุกราย จำนวน 932.550.343 หุ้น คิดเป็น 43.74% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วแล้วทั้งหมดและสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ SF
#2750


วันที่ 1 กันยายน 2564 ถือเป็น "วันดีเดย์" ที่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ควบคุมโรคระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้กลับมามีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักกันไปนานพอสมควร

ซึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาชาติ ข้อที่ 2 ที่ว่าด้วยการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชน รัฐจึงได้มีการประกาศพ.ร.บ.ผ่อนผันการให้บริการของธุรกิจร้านอาหาร และการบริการในบางประเภท ให้สามารถเปิดบริการได้ตามข้อกำหนด เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเพื่อให้เศรษฐกิจไทยได้เดินหน้าต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงเสาวคนธ์ รัตนวิจิตราศิลป์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงความห่วงใยถึงความพร้อมของนโยบายที่จะรองรับสถานการณ์วิกฤติ COVID-19 และเรียนรู้จากปัญหาของการจัดการการระบาดในระลอกที่ผ่านมา ซึ่งมีสถานการณ์ที่รุนแรง พบมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยสูงมาก จนต้องปิดกิจการจำนวนมากเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราการตรวจเชื้อที่ต่ำ ทำให้ไม่รู้เท่าทันต่ออัตราการระบาดที่แท้จริง การทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ส่งผลให้การระบาดแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายลักลอบผ่านชายแดนเข้ามาทำงานในไทยจำนวนมาก ทำให้เกิดเชื้อไวรัส COVID-19 กลายพันธุ์จากต่างแดนระบาดจนยากต่อการควบคุม

ปัญหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายบนฐานของ "ความคิดเชิงระบบ" ที่ควรจะต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างรัดกุมในทุกด้านในการคลายล็อกกิจการ และกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบทเรียนจากการระบาดรอบที่ผ่านมาทำให้ไทยจำเป็นต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างรอบด้าน เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้แพร่กระจายซ้ำรอยวิกฤติที่ผ่านมา

ซึ่งวัคซีนชนิดที่เท่าทัน มีความจำเป็นต่อการป้องกันโรค COVID-19 เนื่องจากการระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก ในขณะที่กำลังการผลิตวัคซีนไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันที การจัดหาวัคซีนจึงต้องมีการวางแผนไปข้างหน้า โดยคำนึงถึง "จำนวน" และ "ช่วงเวลา" ที่วัคซีนจะมาถึง "ชนิด" และ "ความหลากหลาย" ของวัคซีนที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันสูงต่อเชื้อกลายพันธุ์ รวมไปถึง "การคาดประมาณอัตราการระบาดเพิ่ม" ของเชื้อกลายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์

นอกจากการให้ประชาชนจำนวนมากได้เข้ารับการฉีดวัคซีนจนเกิด "ภูมิคุ้มกันหมู่" แล้ว จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรการของธุรกิจและกิจการต่างๆ ในการป้องกันการติดเชื้อที่เคร่งครัด ทั้งในเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือ และการรักษาระยะห่าง ฯลฯ

นอกจากนี้ ควรให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วยว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนไม่ใช่ว่าจะมีภูมิคุ้มกันในทันที แต่จะต้องรักษาระยะห่างจนกว่าจะฉีดครบ 2 เข็ม และหลังจากนั้นประมาณอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ร่างกายจึงจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ นอกจากนี้ วัคซีนบางชนิดอาจยังไม่สามารถป้องกันครอบคลุมเชื้อไวรัส COVID-19 กลายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาด ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท

รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงเสาวคนธ์ รัตนวิจิตราศิลป์ ได้กล่าวทิ้งท้ายโดยเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์จากวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา จะทำให้ประชาชนได้ทั้ง "รู้เท่าทันโรค" และ "รู้เท่าทันโลก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รู้จักที่จะพึ่งพาและดูแลตัวเอง เพื่อให้ห่างไกลจาก COVID-19 ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ เราจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
#2751


นายสุรพงษ์ ปัตถนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นเนอร์จี แม็คซ์ จำกัด (EMAX) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะตัวแทนคู่สัญญากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งโครงการมิเตอร์อัจฉริยะ หรือสมาร์ทมิเตอร์ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จำนวน 1.1 แสนครัวเรือน ล่าสุดบริษัทได้ติดตั้งมิเตอร์ใหม่ หรือสมาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) ให้ครัวเรือนต่างๆ ครบตามสัญญาและส่งมอบงานให้ กฟภ.เรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

"โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.ค.2561 มีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท "โครงการสมาร์ทมิเตอร์ จะเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์กระแสไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ กฟภ. จะได้รับการแจ้งเตือนจากระบบทันที ไม่ต้องรอให้ผู้ใช้แจ้ง"

นอกจากนี้ สมาร์ทมิเตอร์จะรายงานข้อมูลการใช้ไฟฟ้าเกือบเรียลไทม์ ผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือของผู้ใช้ไฟฟ้า จะทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้ประหยัดขึ้น และยังมีจุดเด่นในเรื่องการรับ - ส่งข้อมูล 2 ทางระหว่าง กฟภ. กับผู้บริโภค ทำให้ได้รายละเอียดการใช้ไฟฟ้าแต่ละครัวเรือนมายังส่วนกลางของกฟภ. ทำให้ กฟภ. มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการนำไปใช้ปรับปรุงการให้บริการต่อไป รวมถึง ยังช่วยลดปัญหาการลักลอบใช้ไฟฟ้าที่มีจำนวนมาก เพราะสมาร์ทมิเตอร์มีระบบป้องกัน และยังมีหลักฐานที่นำไปใช้ฟ้องร้องการลักลอบใช้ไฟฟ้าในศาลได้

ทั้งนี้ บริษัทฯ เป็นรายแรกที่ติดตั้งระบบ Smart Grid ในไทย โดยบริษัทฯ ร่วมมือกับ บริษัท ไอทรอน (ITRON) พันธมิตรจากประเทศสหรัฐ ซึ่งเบื้องต้นจะมีรายได้จากค่าสมาร์ทมิเตอร์ และซอฟท์แวร์ หลังจากนั้นจะมีค่าบำรุงรักษาตลอดระยะเวลา 3 ปี

ด้านนางสาวชนินทร ธรรมาภรณ์พิลาศ ผู้จัดการโครงการ Smart Grid บริษัทเอ็นเนอร์จี แม็คซ์ จำกัด กล่าวเสริมว่าหลังจากนี้ทางกฟภ.จะนำเสนอระบบ Customer Portal ซึ่งเป็นระบบงานที่สามารถใช้งานผ่านมือถือ

 
#2752


รอยเตอร์ – ออสเตรเลียจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 500,000 โดสจากสิงคโปร์ในสัปดาห์นี้เป็นข้อตกลงยืมวัคซีนที่ทำร่วมกับสิงคโปร์เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรที่ได้รับวัคซีนในแดนจิงโจ้

รอยเตอร์รายงานวันนี้(31 ส.ค)ว่า นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สกอตต์ มอร์ริสสัน แถลงวันอังคาร(31)ว่า ได้ทำข้อตกลงยืมวัคซีนไฟเซอร์ร่วมกับสิงคโปร์ก่อนหน้า และภายในสัปดาห์นี้จะมีการส่งวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 500,000 โดสจากสิงคโปร์มายังออสเตรเลีย

ภายใต้ข้อตกลงแคนเบอร์ราจะส่งคืนวัคซีนจำนวน 500,000 โดสที่เท่ากันกลับไปให้กับสิงคโปร์ในเดือนธันวาคม เป็นข้อตกลงยืมวัคซีนที่จะเปิดโอกาสเร่งโครงการแจกวัคซีนโควิด-1 หลังจากที่เคสเพิ่มขึ้นสูงขึ้น

"จะมีวัคซีนเพิ่มขึ้นอีก 500,000 โดสที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนมิเช่นนั้นแล้วจะต้องรออีกไม่กี่เดือนจากนี้ เป็นการเร่งโครงการแจกวัคซีนของพวกเราในช่วงเวลาสำคัญนี้ที่เรากำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 70% และ 80% พวกนี้" มอร์ริสสันกล่าวผ่านแถลงการณ์กับนักข่าวในกรุงแคนเบอร์รา

ออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการควบคุมโควิด-19จากการล็อกดาวน์และมาตรการกักกันโรคอย่างเข้มงวด แต่ทว่าโครงการแจกวัคซีนที่มีความล่าช้าได้ทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสเดลตาที่แพร่ระบาดง่าย

ทั้งนี้ผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19ครบโดสในประเทศออสเตรเลียมีแค่เพียง 28% เท่านั้นในเวลานี้เทียบกับจำนวน 80% ของการได้รับวัคซีน 2 เข็มครบโดสของสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จสามารถให้ภูมิคุ้มกันกับประชากรได้

ในวันอังคาร(31)กรุงแคนเบอร์ราขยายการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดออกไปอีก 2 สัปดาห์และที่รัฐวิกตอเรียซึ่งถือเป็นรัฐที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 2 คาดว่าจะทำตามอย่างหลังจากนั้น

ที่ผ่านมากรุงแคนเบอร์ราอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์นาน 3 สัปดาห์หลังเกิดเคสใหม่ที่เชื่อว่าจะมาจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบาดของโรคโควิด-19ในออสเตรเลีย

"เรากำลังทำให้เคิร์ฟต่ำลงและกำลังจะถึงจุดสุดยอดของการระบาด อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างล่าช้าและมันต้องใช้เวลา" มุขมนตรีเขตปกครองกรุงแคนเบอร์รา แอนดรูว์ บาร์( Andrew Barr) แถลง

ด้านนายกรัฐมนตรีรัฐวิกตอเรีย แดน แอนดรูว์ส( Dan Andrews) แสดงความเห็นว่า ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการแจกวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการผ่อนคลายมาตรการ แต่ทางรัฐจะวางกรอบในวันพุธ(1 ส.ค)เพื่อลดจำกัดเนื่องมาจากมีจำนวนผู้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น
#2753


อธิวัฒน์ แพงเหนือ นักกีฬาวีลแชร์ เรซซิง ทีมชาติไทย คว้าเหรียญเงิน การแข่งขันพาราลิมปิก 2020 ประเภท 400 เมตรชาย คลาส T54 ขณะที่ สายชล คนเจน กับ ภูธเรศ คงรักษ์ พลาดหยิบเหรียญรายการนี้

การแข่งขันวีลแชร์ เรซซิง พาราลิมปิก เกมส์ 2020 ณ สนาม โอลิมปิก สเตเดียม ประเภท 400 เมตรชาย คลาส T54 ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม เป็นการแช่งรอบชิงชนะเลิศ โดยมี สายชล คนเจน, อธิวัฒน์ แพงเหนือ, และ ภูธเรศ คงรักษ์ 3 ตัวแทนของไทย เข้าร่วม

ปรากฏว่า อธิวัฒน์ แพงเหนือ เจ้าของสถิติใหม่ของอีเวนท์ เข้าเส้นชัยอันดับ 2 เวลา 45.73 วินาที ช้ากว่า แดเนียล โรมันชุก จาก สหรัฐอเมริกา แค่ 0.01 วินาที และ ไต หยุนเชียง จาก จีน ซิวเหรียญทองแดง เวลา 46.20 วินาที

ส่วน สายชล คนเจน จบการแข่งขันอันดับ 4 เวลา 46.42 วินาที และ ภูธเรศ คงรักษ์ เข้าเส้นชัยอันดับ 8 เวลา 47.56 วินาที
#2754
ข้าวออแกนิกสำหรับมารดาตั้งครรภ์
รูปภาพสำหรับข้าวอินทรีย์  ทำไมต้องเป็นข้าวอินทรีย์  คนทำนาข้าวอินทรีย์  การผลิตข้าวออร์แกนิค

9 เหตุผลที่คุณแม่ตั้งครรภ์ .....ควรรับประทานข้าวกล้องออร์แกนิค (ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์)
        การรับประทาน "#ข้าวกล้องออร์แกนิค หรือ  ข้าวปลอดสารเคมีสุรินทร์ " ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์และสุขภาพคุณแม่มากมาย ถือเป็นหนึ่งในอาหารกลุ่มให้พลังงาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงไว้ด้วยคุณค่าสารอาหารมากกว่าขาวที่ถูกขัดสีแล้ว  เรามากันทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ควรกิน  "#ข้าวกล้องออร์แกนิค"  ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้




1. ข้าวมะลินิลออแกนิก, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในเรื่องของอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้
2.  ข้าวกล้องหอมมะลินิลออแกนิก, ข้าวกล้องออร์แกนิคเมื่อรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันการเกิดปากนกกระจอก เนื่องจากมีวิตามินบี 2
3.  ข้าวหอมมะลิออแกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิคบรรเทาอาการอ่อนเพลีย อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ
4.  ข้าวกล้องอินทรีย์หอมมะลิ, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และเส้นผม
5.  ข้าวกล้องปะกาอำปึลออร์แกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีธาตุเหล็กมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
6. ข้าวปะกาอำปึลเกษตรอินทรีย์, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีเกลือแร่ และวิตามินรวมกันกว่า 20ชนิด ซึ่งช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
7.  ข้าวผกาอำปึลออแกนิก, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีโปรตีนมากกว่า 20-30% ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ
8.   ข้าวกล้องหอมมะลิแดงออร์แกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีแคลเซียมจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และยังช่วยป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 90% ต้องเผชิญ
9.  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงเกษตรอินทรีย์สุรินทร์, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีแป้งมีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน เนื่องจากได้รับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีผลทำให้สุขภาพจิตใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ดีขึ้น เพราะสุขภาพร่างกายแข็งแรง สดชื่น แจ่มใส

หลังจากรู้คุณค่าของ "ข้าวกล้องออร์แกนิค"  กันแล้ว อย่าลืมซื้อ "ข้าวกล้องออร์แกนิก"  มาทานกันนะคะ

ข้าว Hor.Boutique ข้าวไรซ์เบอรี่ หรือ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่   ข้าวอินทรีย์
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website :   ข้าวกล้องหอมมะลิออแกนิค
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1.  ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์
2.  ข้าวกล้องหอมมะลิปลอดสารพิษ
3.  ข้าวปะกาอำปึลออแกนิคสำหรับทารก   ข้าวผกาอำปึลปลอดสารพิษ(ข้าวพื้นถิ่นออแกนิกสุรินทร์) 4.  ข้าวผสมหลายสายพันธุ์ออร์แกนิคจังหวัดสุรินทร์
5.  ข้าวกล้องอินทรีย์หอมมะลิแดง 6.  กลุ่มข้าวกล้องหอมมะลินิลอินทรีย์
7. ข้าวไรซ์เบอรี่  ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค

#ข้าวคนท้อง  #ข้าวสำหรับคนท้อง   #ข้าวคนตั้งครรภ์   #ข้าวสำหรับคนตั้งครรภ์  #คนท้องกินข้าวกล้อง  #คุณแม่ตั้งครรภ์
 

 

 

 

 

 

 
 
#2755


วันนี้ (28 ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ถึงการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม มีการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ มีการประเมินผลของมาตรการล็อกดาวน์

โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอผู้ติดเชื้อที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ผลจากการล็อกดาวน์ได้ 25% ทำให้คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า เราสามารถปรับมาตรการควบคุมโรค เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงช่วงก่อนหน้านี้

รวมถึงลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม ในการอนุญาตให้จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเปิดกิจการหรือดำเนินกิจกรรมบางอย่าง หรือการเดินทางข้ามจังหวัด ภายใต้การดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ด้วยเงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยง

ในปัจจุบัน ทั่วโลกต่างยอมรับว่า เชื้อโควิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จนกลายเป็นโรคประจำถิ่น เป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความจริง จึงไม่ใช่การกำจัดโรคนี้ให้หมดไป แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่เป็นการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้อย่างปลอดภัยและสมดุล

ซึ่ง ศบค. ได้เห็นชอบกับแผนการที่เรียกว่า "Smart Control and Living with COVID-19" หรือ การควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด-19 โดยมีมาตรการ 10 ข้อดังนี้

1. การยกระดับมาตรการ DMHT (อยู่ห่าง-ใส่แมสก์-ล้างมือ-วัดอุณหภูมิ) เป็นมาตรการ Universal Prevention (การป้องกันแบบครอบจักรวาล) นั่นคือการระมัดระวังตัวเองอย่างสูงสุด โดยคิดเสมือนว่าทุกคนที่พบปะนั้นมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น ซึ่งรายละเอียดในมาตรการนี้นั้น ผมได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว

2. การจัดหาวัคซีนและฉีดให้ได้มากและเร็วที่สุด โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง โดยรัฐบาล ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้วัคซีนมามากและเร็วที่สุด และถึงวันนี้เรามั่นใจว่า ภายในสิ้นปีนี้ รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนที่ฉีดให้ประชาชนได้อย่างน้อย 120 ล้านโดส ซึ่งขยายเพิ่มจากเป้าหมายเดิม 100 ล้านโดส ซึ่งเมื่อรวมกับวัคซีนทางเลือกของเอกชน เราจะมีวัคซีนรวมอย่างน้อย 130 ล้านโดส ทำให้เราจะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนในประเทศไทยได้กว่า 65 ล้านคน

3. การจัดหาชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง (ATK – Antigen Test Kit) ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและราคาถูก ซึ่งทาง สปสช. ได้สั่งซื้อหาและจะแจกจ่ายให้ประชาชนจำนวน 8.5 ล้านโดส โดยเร็วที่สุด และจะจัดหามาเพิ่มอีกในอนาคต และรัฐบาลได้ดำเนินการให้มีชุดตรวจราคาถูกที่ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงได้อย่างสะดวกและราคาถูกยิ่งขึ้น

4. การจัดทำมาตรการ Bubble & Seal กับโรงงาน สถานประกอบการ และแคมป์ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด และดูแลจัดการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การแยกกัก และการรักษาผู้ป่วย ที่จะทำให้เราไม่ต้องปิดทั้งโรงงาน และสามารถดำเนินการผลิตในบางส่วนของโรงงานหรือการก่อสร้างไปได้โดยไม่สะดุด

5. การจัดการสภาพแวดล้อมและการคัดกรองการตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ในสถานที่เสี่ยง คือตลาด และชุมชนแออัด ที่เป็นแหล่งแพร่ระบาดและเกิดคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก โดยจะต้องมีการจัดสภาพแวดล้อมตามมาตรการอย่างเข้มงวด และมีการตรวจคัดกรองเป็นประจำเพื่อหยุดการระบาดตั้งแต่ต้น

6. การจัดสภาพแวดล้อมของกิจการที่มีความเสี่ยงเป็นแบบปราศจากโควิด (COVID-Free Setting) เพื่อให้สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญคือ 1. COVID-Free Environment (สภาพแวดล้อมปราศจากโควิด) เช่นระบบระบายอากาศ การจัดสถานที่ให้ไม่แออัด 2. COVID-Free Personnel (พนักงานปราศจากโควิด) เช่นการฉีดวัคซีนและตรวจ ATK 3. COVID-Free Customer (ลูกค้าปราศจากโควิด) เช่นการแสดงผลฉีดวัคซีนหรือการตรวจ ATK

7. การจัดสภาพการทำงานและการเดินทางที่ปลอดภัย ไม่แออัด รวมถึงการคัดกรองโรคด้วยชุดตรวจ ATK สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการระบาดในสถานที่ทำงาน และติดเชื้อต่อไปยังครอบครัวที่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง และเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

8. การจัดกิจกรรม สถานที่ และบริการสาธารณะต่างๆ ภายใต้มาตรการ 3C คือ การไม่จัดให้เกิดพื้นที่เสี่ยง 3 ประการ คือ "แออัด-ใกล้ชิด-ปิดอับ" (Crowded Places Close-Contact Setting, Confined & Enclosed Spaces) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดได้สูง

9. การจัดการบริการควบคุมโรคเชิงรุก เข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่และชุมชนระบาด ด้วยหน่วยเคลื่อนที่ CCRT (Comprehensive COVID-19 Response Team) ทั้งการตรวจคัดกรอง การนำผู้ป่วยออกมารักษา การฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง

10. ตรวจคัดกรองเชิงรุกให้รวดเร็ว รู้ผลให้เร็ว แยกกักผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงเร็ว และรักษาผู้ป่วยได้เร็ว ด้วยชุดตรวจ ATK และระบบแยกกักที่บ้านและที่ชุมชน Home Isolation & Community Isolation สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง ที่ช่วยบรรเทาภาระของการครองเตียง และการต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้มีอาการหนักหรือปานกลาง สามารถเข้ารับการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีโอกาสรักษาหายดีมากยิ่งขึ้น

นโยบาย "Smart Control and Living with COVID-19" ทั้ง 10 ข้อนี้ ได้มีการดำเนินการมาแล้วในหลายข้อ และได้ผลดีที่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดยอดผู้ติดเชื้อได้ ส่วนบางข้อนั้นจะมีการยกระดับและดำเนินการไปพร้อมกับการปรับมาตรการที่จะเริ่มในวันที่ 1 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นหนทางที่ช่วยให้ประเทศไทยจะก้าวไปสู่อนาคตร่วมกันอย่างปลอดภัยและมั่นคง สามารถฟื้นเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้ ผมจึงขอให้พวกเราทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทุกคน ได้นำหลักการและแนวคิด Smart Control and Living with COVID-19 นี้ไปปรับใช้กับองค์กรของท่าน ชุมชนของท่าน ครอบครัวของท่าน และตัวท่านเอง เพื่อให้เราก้าวผ่านวิกฤตสู่อนาคตของประเทศไทยร่วมกันครับ
#2756
 



การมีสุขภาพผิวหน้าที่ดี--นอกจากต้องให้ความสำคัญกับการล้างหน้าให้สะอาดหมดจด การเลือกใช้ครีม มอยส์เจอไรเซอร์หรือเซรั่มให้เหมาะกับสภาพผิวแล้วนั้น การใช้ "โทนเนอร์" เพื่อมอบความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิวอ่อนล้าให้ได้รับการฟื้นฟู ก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญ 

ขอแนะนำ Calendula Toner โทนเนอร์จากดอกคาเลนดูล่า วัตถุดิบจากธรรมชาติที่โด่งดังเรื่องประสิทธิภาพการกักเก็บความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิว

  • Calendula Herbal Extract Toner Alcohol Free โทนเนอร์สูตรอ่อนโยนที่ปราศจากแอลกอฮอล์ — —ไม่เพียงแต่ใช้กลีบดอกคาเลนดูล่าหรือดอกดาวเรืองพันธุ์ไม้พื้นเมืองในแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่เก็บเกี่ยวด้วยมืออย่างพิถีพิถันจากแหล่งเพาะปลูกตามธรรมชาติเป็นส่วนผสมหลักแล้วนั้น โทนเนอร์รุ่นขายดีนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนโยนต่อผิวเพราะปราศจากแอลกอฮอล์ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ เป็นโทนเนอร์ที่เหมาะกับผู้ใช้ทุกสภาพผิวโดยเฉพาะในผู้มีผิวหน้ามัน หรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่ายที่ต้องการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างลึกล้ำพร้อมการฟื้นฟูเติมความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณ

  • มาพร้อมกับประสิทธิภาพจากสมุนไพรธรรมชาติ
    นอกเหนือจาก "กลีบดอกคาเลนดูล่า" ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระพร้อมคุณสมบัติปลอบประโลมให้ความสบายต่อผิว Kiehl's Toner ขวดนี้ยังมีการหยิบใช้ส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรธรรมชาติจากตำราแพทย์ดั้งเดิมอีกหลายชนิด อาทิ "อัลลันโทอิน" หรือสารสกัดจากต้นคอมเฟรย์ที่พบได้ในทวีปยุโรป มีคุณสมบัติพิเศษช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอให้สมบูรณ์ และยังมีการใช้ "รากโกโบ" จากต้นโกโบสมุนไพรมีชื่อเรื่องการเติมความชุ่มชื้นสำหรับผิวแห้ง

    ในทางการแพทย์มีการนำสมุนไพรเหล่านี้มาใช้เพื่อการลดอักเสบในแผล และเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวแห้งมาเป็นระยะเวลายาวนาน เมื่อ Kiehl's ได้คัดสรรสมุนไพรเหล่านี้นำมาเป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับโทนเนอร์ Kiehl's ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จึงเป็นนวัตกรรมด้านเวชสำอางที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมเพื่อการปลอบประโลมผิว ปกป้องจากอาการแพ้ ลดการระคายเคือง พร้อมเติมความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ในเวลาเดียวกัน 
เพียงหยดโทนเนอร์ ลงบนแผ่นสำลี เช็ดให้ทั่วบริเวณใบหน้าเป็นประจำทุกเช้า และก่อนนอน หรือก่อนแต่งหน้า โดยหลีกเลี่ยงส่วนที่ผิวบอบบางเช่นบริเวณรอบดวงตา โทนเนอร์จะช่วยชำระสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขนให้ออกไป พร้อมมอบความชุ่มชื้นฟื้นฟูบำรุงผิวของคุณให้แข็งแรง ทั้งนี้ เนื้อผลิตภัณฑ์สามารถซึมซับสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้หน้ามัน มีกลิ่นหอมซิทรัสอ่อนๆ ช่วยให้รู้สึกสดชื่นแล้วผ่อนคลาย 

 
 
#2757


มีการพยากรณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะโตประมาณ 1.3% ของจีดีพี ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นการเติบโตจากจีดีพีที่ติดลบในปีที่แล้ว ในขณะที่มีแสงสว่างวับแวมจากตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6 เดือนก็ประมาณ 16% นั่นก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากการติดลบในปีที่แล้ว และส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร ส่วนด้านอุตสาหกรรมเรากำลังมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิต เพราะแรงงานจำนวนมากต่างติดโควิด ทำให้การจะผลิตเพิ่มเพื่อตอบสนองตลาดโลกที่เริ่มฟื้นตัวมีอุปสรรค

อย่างไรก็ตามอย่าพึ่งตกใจกับการพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่เต็มที่จะได้ 1.3% ของจีดีพี บางสำนักคาดว่าอาจติดลบถึง -0.5% ด้วยซ้ำ เพราะตัวเลขที่ปรากฏนี้มันเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบหรือเป็นทางการ

แต่เศรษฐกิจใต้ดินนั้นเมื่อเปรียบเทียบจากงานวิจัยต่างๆที่ได้ศึกษา เศรษฐกิจเงา เศรษฐกิจใต้ดิน หรือเศรษฐกิจนอกระบบนั้นอาจจะมีขนาดการเติบโต 2-3 เท่า ของเศรษฐกิจในระบบ

ก่อนที่จะติดตามต่อไปถึงสาเหตุและแนวโน้ม ของเศรษฐกิจเงาผู้เขียนขอกลับมาทำความเข้าใจกับคำจำกัดความของเศรษฐกิจแบบนี้เสียก่อน

เศรษฐกิจเงาหรือ SHADOW ECONOMY หรือระบบเศรษฐกิจใต้ดิน หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ หรือรับรู้เป็นทางการจากรัฐ จึงไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของประเทศ โดยส่วนใหญ่ของธุรกิจเงาจะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี รวมไปถึงธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แต่ไม่ได้อยู่ในระบบการเสียภาษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการค้าขายเล็กๆน้อยๆ หรือการทำธุรกิจหลอกลวงต้มตุ๋น อย่างแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น

มีงานวิจัยอยู่หลายชิ้นที่ทำการศึกษาถึงเศรษฐกิจเงาในประเทศไทย ทั้งนักวิจัยไทย และต่างประเทศ และลงตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ เช่น Friedrich Schmeder และ Andreas Burhn ใน The Global Economy : The Shadow Economy in Thailand หรืองานวิจัยของ Anotai Buddhari และ Pornsawan Rugpenthum ชื่อ A .ter Understanding of Thailand's Informal Sector ใน FAQ ฉบับที่ 156 July 9,2019 ยังมีผลงานใน Quora.com โดย Pas Sean ในหัวข้อ What is the Size of Thailand's Shadow Economy? นอกจากนี้ยังมีอีกงานที่น่าสนใจ คือ เขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจเงา ชื่อหัวข้อ Tourist Arrivals and Shadow Economy : Waveletbased Evidence From Thailand : โดย Sinha,Avik et al,ใน Tourrism Analysis, Vol 26,No.2-3 , 2021

ที่ผู้เขียนอ้างอิงงานวิจัย 2-3 งานนี้เพื่อให้ทราบว่าเรื่องเศรษฐกิจเงาของประเทศไทยเป็นที่สนใจของนักวิจัยในหลายประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจเงาสูงในระดับต้นๆของโลก ดังปรากฏในหลายๆงานวิจัย ในที่นี้จะขอแบ่งประเภทเป็นกลุ่มประเทศ ตามรายงานของ Global Economy ดังนี้

1.กลุ่มประเทศพัฒนา มีสัดส่วนเศรษฐกิจเงาประมาณ 17% ของจีดีพี

2.กลุ่มประเทศปานกลาง ประมาณ 35%-40% ของจีดีพี แต่มีข้อน่าสังเกตคือประเทศไทยที่ถือว่าเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง มีสัดส่วนของเศรษฐกิจเงา อยู่ระหว่าง 40%-50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงานวิจัยที่บางส่วนไม่นับการค้ายาเสพติดบางส่วนนับด้วย

3.กลุ่มประเทศยากจนมีสัดส่วนเศรษฐกิจเงาเกินกว่า 40% ของจีดีพีขึ้นไป

ส่วนเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ โดยเฉพาะขนาดใหญ่ คือ ธุรกิจการฟอกเงิน ซึ่งได้แก่การโอนเงินระหว่างประเทศด้วยวิธีการต่างๆ เช่น โพยก๊วน หรือ Off Shore Banking อย่างลาบวนของมาเลเซีย เวอร์จินไอร์แลนด์ หรือ บาฮามาส์ หรือตลาดหุ้นและสุดท้ายคือ Crypto Currency เช่น Bitcoin เป็นต้น

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ตัวผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวมละเลย หรือคอร์รัปชัน ทั้งนี้ยังนับรวมถึงตัวกฎหมายเอง ซึ่งเป็นดาบสองคม ถ้าเข้มงวดเกินไป หรือลงโทษรุนแรงมาก อาจกลายเป็นเครื่องมือให้เจ้าพนักงานใช้ในการรีดไถเงินจากผู้ต้องหาได้เป็นจำนวนเงินที่มากขึ้น แต่หากหละหลวมมีช่องว่างก็อาจทำให้ผู้ต้องหาหลีกเลี่ยงเล็ดลอดไปได้ แม้แต่เรื่องภาษีอากร หรือหนี้นอกระบบที่ขูดรีดอย่างทารุณ

ดังนั้นที่ผู้เขียนกล่าวว่าการประเมินว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 1.3% ของจีดีพีในปี 64 นี้ แต่เศรษฐกิจเงาอาจโตมากกว่า 2-3 เท่าของเศรษฐกิจในระบบ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่ข่าวดี แต่ก็ทำให้เกิดช่องทางในการหากินนอกระบบมากขึ้น เพราะธุรกิจในระบบมันหดตัวรุนแรง จนตกงานหางานใหม่ยาก ธุรกิจ SME ปิดตัว จึงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเข้าไปสู่เศรษฐกิจเงา

ประกอบกับมีการปล่อยตัวนักโทษเป็นจำนวนหลายหมื่นคนทั้งที่ครบกำหนด ทั้งการผ่อนผัน หรือการอภัยโทษเพื่อลดความแออัดในคุก อันเป็นทางที่คิดว่าจะลดปัญหาการแพร่กระจายโควิด แต่ตรงกันข้ามอาจจะเป็นการกระจายการแพร่เชื้อก็ได้

ในขณะเดียวกันผู้ต้องโทษเหล่านี้ แม้ในยามปกติก็หางานยากอยู่แล้ว ครั้นมาเจอปัญหาโควิดแพร่ระบาดก็ยิ่งหางานสุจริตยากขึ้น จึงมีแนวโน้มเข้าสู่กิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้น และเป็นการซ้ำเติมปัญหา อันจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติในอนาคตอันใกล้

สำหรับแนวทางการแก้ไขก็ได้เคยมีการนำเสนอกันมาหลายครั้ง และหลายวิธีแต่ก็มักไม่มีการตอบสนอง ส่วนหนึ่งอาจจะมีการล็อบบี้จากผู้ทำธุรกิจสีเทา-สีดำ ที่มีเงินมหาศาล และอาจมีอำนาจทางการเมืองอีกด้วย อีกส่วนหนึ่งก็อาจมีการขัดขวางหน่วงเหนี่ยวโดยเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบนั่นเอง เพราะพวกเขาจะเสียผลประโยชน์จำนวนมาก นั่นคือพวกที่ใส่เครื่องแบบนั่นแหละ

ตัวอย่างประการแรกที่มีการนำเสนอให้มีการนำธุรกิจใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่บนดิน และถูกกฎหมาย อย่างบ่อนการ. หวยใต้ดิน ซึ่งรัฐบาลอาจทำเป็นหวยออนไลน์ หรือ Lotto แบบสหรัฐฯ หรือ แหล่งค้าประเวณี เป็นต้น

การใช้ระบบ Negative Tax System คือ ให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี หากมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐในอัตราที่เหมาะสม ทั้งนี้จะทำให้ระบบภาษีของเราเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการบริหารประเทศอย่างเป็นระบบ

หรือถ้าจะเอาแนวศาสนาอย่างเข้มข้น เช่น การประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ต้องมีมาตรการให้ชาวพุทธถือศีล 5 และยกเลิกกิจการอบายมุขทั้งหลาย ทั้งโรงเหล้า ลอตเตอรี่ หรือแหล่งค้ากาม

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่จะถูกต่อต้านทั้งนั้น และอย่างรุนแรงเพราะเศรษฐกิจเงามันมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งประเมินแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ล้านๆบาททีเดียว

นี่แหละเข้าตำราภาษิตจีนที่ว่า "มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้"
#2758


บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ โค (TEPCO) ผู้บริหารโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะของญี่ปุ่น แถลงแผนขุดอุโมงค์ใต้ทะเลเพื่อระบายน้ำปนเปื้อนรังสีกว่า 1 ล้านตันที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ลงสู่มหาสมุทร

โครงการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ทะเลความยาว 1 กิโลเมตรได้รับการเปิดเผยเมื่อวันพุธ (25 ส.ค.) หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเมื่อเดือน เม.ย. ว่าจำเป็นจะต้องทยอยปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้ลงสู่ทะเล โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นยืนยันว่า แผนการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะมีความปลอดภัย เพราะจะต้องผ่านกระบวนการกรองเพื่อกำจัดสารกัมมันตรังสีอันตรายออกเกือบหมด จากนั้นจึงนำไปเจือจางอีก ก่อนจะปล่อยออกสู่ทะเล

อย่างไรก็ตาม ประกาศจากรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อเดือน เม.ย. ยังคงสร้างความวิตกกังวลต่อประเทศเพื่อนบ้าน และจุดกระแสคัดค้านอย่างรุนแรงจากชุมชนชาวประมงในท้องถิ่น

เทปโก ระบุว่า งานก่อสร้างอุโมงค์จะเริ่มในราวๆ เดือน มี.ค. ปี 2022 หลังจากที่บริษัททำการศึกษาความเป็นไปได้ และได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อุโมงค์ดังกล่าวจะมีความกว้างประมาณ 2.5 เมตร ทอดยาวไปทางตะวันออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก และเชื่อมต่อกับแทงก์ที่โรงไฟฟ้าใช้เก็บกักน้ำซึ่งผ่านการบำบัดแล้ว

ปัจจุบันมีน้ำปนเปื้อนรังสีกว่า 1.27 ล้านตันถูกเก็บอยู่ในแทงก์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ซึ่งมีทั้งน้ำที่ใช้หล่อเย็นแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ซึ่งเกิดการหลอมละลายหลังเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2011 รวมไปถึงน้ำฝนและน้ำใต้ดินที่ไหลซึมเข้ามาทุกๆ วัน

โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีระบบปั๊มและกรองน้ำที่เรียกกันว่า Advanced Liquid Processing System (ALPS) ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละหลายตัน และกรองเอาสารกัมมันตรังสีส่วนใหญ่ออกไป

กระนั้นก็ตาม ชุมชนชาวประมงในท้องถิ่นยังเกรงว่าการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าจะทำลายความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาหารทะเลจากจังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะกอบกู้คืนมาได้

อะกิระ โอโนะ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการปิดโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ยืนยันเมื่อวันพุธ (25) ว่า การปล่อยน้ำผ่านอุโมงค์จะช่วยป้องกันไม่ให้มวลน้ำไหลกลับเข้าสู่ชายฝั่ง

ทั้งนี้ เทปโก ระบุว่ายินดีที่จะจ่ายค่าชดเชยการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการปล่อยน้ำลงสู่ทะเล และพร้อมให้เจ้าหน้าที่จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าตรวจสอบความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมา IAEA ก็ออกมาประกาศรับรองการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว

นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ ซูงะ แห่งญี่ปุ่น ระบุว่า การปล่อยน้ำออกจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะเป็น "ภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" ในกระบวนการปิดโรงไฟฟ้าซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลายาวนานหลายสิบปี

ที่มา: เอเอฟพี
#2759


รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยการนำเข้าและส่งออกรอบ 7 เดือนแรกของปีนี้ หรือนับตั้งแต่ม.ค.ถึงก.ค.ที่ผ่านมาว่า มียอดการนำเข้าสินค้ามูลค่ารวม 4.71 ล้านล้านบาท โดยมูลค่าการนำเข้าได้ทยอยเพิ่มขึ้นจากระดับ 6 แสนล้านบาทต่อเดือนในช่วงต้นปีมาอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อเดือนในช่วงกลางปี

ทั้งนี้ ในเดือนม.ค.มีมูลค่าการนำเข้าที่ 6.01 แสนล้านบาท , ก.พ.อยู่ที่ 6.1 แสนล้านบาท,มี.ค.7.08 แสนล้านบาท , เม.ย.6.60 แสนล้านบาท,พ.ค.6.99 แสนล้านบาท,พ.ค. 6.99 แสนล้านบาท,มิ.ย.7.18 แสนล้านบาท และ ก.ค. 7.12 แสนล้านบาท


สำหรับมูลค่าการส่งออกรอบ 7 เดือนนั้น มีมูลค่ารวม 4.72 ล้านล้านบาท โดยเดือนม.ค.อยู่ที่ 5.87 แสนล้านบาท ,ก.พ. 6.0 แสนล้านบาท,มี.ค. 7.18 แสนล้านบาท , เม.ย.6.54 แสนล้านบาท,พ.ค.7.14 แสนล้านบาท,มิ.ย.7.37 แสนล้านบาทและก.ค. 7.08 แสนล้านบาท


แหล่งข่าวกล่าวว่า​ การนำเข้าของไทยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุน (อาทิ เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งนำมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออก โดยในเดือน ก.ค. สินค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด คือ สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (สัดส่วน 42% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด) ขยายตัว 51.5% รองมา คือ สินค้าทุน (สัดส่วน 25% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด) ขยายตัว 35.4% การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของไทยเริ่มฟื้นตัวจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคต
#2760


ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) เสนอโซลูชันช่วยคนไทยจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสม ภายใต้แนวคิด "รอบรู้เรื่องกู้ยืม" โดยใช้สินทรัพย์ที่มีให้เกิดประโยชน์ ทั้งบ้าน รถ ใบแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น นำไปเสริมสภาพคล่อง ลดภาระดอกเบี้ย และปลดหนี้ได้เร็วขึ้น ด้วยการรวบหนี้ที่มีอยู่เป็นก้อนเดียว   ลดภาระการผ่อนชำระ ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านแลกเงินทีทีบี  สินเชื่อรถแลกเงิน ทีทีบีไดรฟ์ (ttb  DRIVE) และสินเชื่อบุคคลทีทีบี แคชทูแคร์ (ttb cash2care) ช่วยให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์วิกฤติ 

จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบของโควิด-19 สะท้อนให้เห็นความเปราะบางทางด้านการเงินของคนไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อรายได้ลดลง แต่ยังมีภาระผ่อนหนี้สินจากหลาย ๆ แห่ง ทำให้ขาดสภาพคล่องในการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต  ทีเอ็มบีธนชาต ตระหนักถึงปัญหาภาระหนี้ของคนไทย จึงได้พัฒนาโชลูชันการจัดการหนี้สินที่ตอบโจทย์ ภายใต้พื้นฐานการเงินด้าน "รอบรู้เรื่องกู้ยืม" ที่ช่วยจัดการหนี้อย่างเหมาะสม โดยใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่นำมาเป็นหลักประกันในการรวบหนี้ (Debt Consolidation) ช่วยลดภาระผ่อนต่อเดือนและเสริมสภาพคล่องให้แก่ลูกค้า

นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb)  กล่าวว่า ทีเอ็มบีธนชาต เข้าใจความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต โดยมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คนส่วนใหญ่อาจมีปัญหาขาดสภาพคล่องที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือหมุนเวียนธุรกิจ และต้องการสินเชื่อจากธนาคารเป็นอีกแหล่งเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง ดังนั้น ทีทีบี จึงต้องการสนับสนุนให้ลูกค้ามีความรอบรู้ทางด้านการเงิน โดยเฉพาะการจัดการเรื่องกู้ยืม เพื่อให้เข้าใจและเลือกใช้สินเชื่อได้อย่างเหมาะสม โดยหากมีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงจากหลาย ๆ แห่ง ธนาคารแนะนำให้ลูกค้าเลือกใช้โซลูชันการรวบหนี้ (ttb debt consolidation) มารวมเป็นก้อนเดียวไว้กับทีทีบี ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบที่จะเข้ามารองรับความต้องการของแต่ละคน คิดดอกเบี้ยถูกลง ลดภาระผ่อนชำระต่อเดือนให้น้อยลง จึงมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในเรื่องจำเป็น และจัดการสภาพคล่องได้ดีขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยส่งเสริมให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

นายป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) กล่าวว่า ในฐานะผู้นำในตลาดสินเชื่อรถยนต์ ttb DRIVE มีลูกค้าให้ความไว้วางใจเป็นจำนวนมาก เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ลูกค้าจำเป็นต้องใช้เงินก้อนเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง เราก็ได้พัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหา ช่วยเคลียร์ ช่วยรวบหนี้ให้ในเมื่อลูกค้ามีรถยนต์อยู่ ซึ่งรถถือเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกัน ทำให้ดอกเบี้ยไม่สูง ค่างวดลดลง และได้วงเงินที่สูงขึ้น พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแลให้คำปรึกษา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการสินเชื่อรถยนต์ที่ใช้รถยนต์เป็นหลักประกันในการรวบหนี้ได้ โดยสมัครได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วจะมีเจ้าหน้าที่มาให้บริการถึงที่ สะดวก ปลอดภัย และมั่นใจได้ เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เรียบร้อยแล้ว เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการไปสาขาธนาคารในช่วงนี้ ช่วยให้ลูกค้าก้าวผ่านวิกฤตในยามที่รายได้ลดลงแต่รายจ่ายยังเท่าเดิม เป็นทางออกให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ 

ทั้งนี้ หลังจากทีเอ็มบีและธนชาตรวมกิจการเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ธนาคารได้เดินหน้ายกระดับการบริการและส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้อย่างครอบคลุม เพื่อช่วยในการจัดการและชำระหนี้ที่อยู่ในระบบของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน รถ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด โดยธนาคารจะช่วยตัดวงจรหนี้ซ้ำซ้อนและภาระผ่อนชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ทำให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระค่างวดต่อเดือนลดลง และยังเหลือวงเงินใช้จ่ายหลังเคลียร์หนี้ที่รวบหมดแล้ว นำไปเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน หรือหมุนเวียนต่อยอดธุรกิจได้ ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าที่มีความแตกต่าง ได้แก่ 

สินเชื่อบ้านแลกเงิน ทีทีบี  สำหรับลูกค้าที่มีบ้านและต้องการวงเงินสูง  5 แสน ถึง 10 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องส่วนตัวหรือธุรกิจ เพียงมีบ้านที่ปลอดภาระแล้ว หรือกรณีผ่อนอยู่ก็สามารถรีไฟแนนซ์มาอยู่กับทีทีบี และขอวงเงินเพิ่มเติมได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ใน 3 เดือนแรก และดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 5.15% ต่อปี (เมื่อสมัครพร้อมประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ) ผ่อนเบาเพราะกู้ได้ยาวสูงสุดถึง 30 ปี พร้อมช่วยลูกค้าลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยและค่าประเมินราคาหลักทรัพย์    

สินเชื่อรถแลกเงิน ttb DRIVE สำหรับผู้ที่มีรถ ไม่ว่าจะปลอดภาระแล้ว หรือยังผ่อนอยู่(รีไฟแนนซ์) ต้องการวงเงินปานกลาง ประมาณ 2 แสนบาทขึ้นไป เพื่อนำไปจัดการกับรายจ่ายหลายทาง ทั้งค่าบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ค่าผ่อนรถ โดยให้วงเงินสูงสุด 100% ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.18% ต่อปี บริการเดลิเวอรี่ไปทำสินเชื่อให้ถึงที่ รู้ผลอนุมัติเบื้องต้นไว ทันใจเมื่อเอกสารครบ ทำให้ลูกค้าสามารถเคลียร์หนี้เดิมได้ ลดภาระดอกเบี้ย และผ่อนต่อเดือนน้อยลง เคลียร์หนี้แล้วอาจมีเงินเหลือ สำหรับเสริมสภาพคล่องให้กับตัวเองหรือธุรกิจต่อไป